Close
30 May 2018

ความหลากหลายทางชีวภาพและระบบนิเวศ

เอสซีจีจัดตั้งคณะกรรมการความหลากหลายทางชีวภาพ (SCG Biodiversity Committee) ขึ้นในปี 2560 เพื่อควบคุมดูแลการปฏิบัติงานให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากลด้านการจัดการทรัพยากรชีวภาพ และสร้างความร่วมมือกับผู้มี

ส่วนได้เสียทุกฝ่าย ภายใต้แนวคิด “ธุรกิจ ชุมชน และสิ่งแวดล้อม” อยู่ร่วมกันได้อย่างยั่งยืน ตลอดจนการสร้าง “ความสมดุลนิเวศในเชิงบวก” (Net Positive Impact) ในทุกกระบวนการที่เกี่ยวข้องตลอดจนสื่อสารและประชาสัมพันธ์ให้ชุมชนและหน่วยงานภายนอกได้รับรู้และเข้าใจ เพื่อเสริมสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้แก่บริษัทได้อย่างยั่งยืน

 

เป้าหมาย

  • เหมืองหินปูนทุกแห่งของเอสซีจีในประเทศไทยจัดทำแผนแม่บทการฟื้นฟูเหมือง และแผนการจัดการความหลากหลายทางชีวภาพ (Biodiversity Management  Plan) ครบ 100% ภายในปี 2562
  • ดัชนีความหลากหลายทางชีวภาพในพื้นที่ฟื้นฟูเหมืองต้องใกล้เคียงกับในพื้นที่ป่าธรรมชาติที่เป็นป่ากันชน (Similarity Index) ที่ระดับมากกว่า 60% ภายในปี 2565
  • มีพื้นที่อนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพซึ่งผ่านการรับรองตามมาตรฐานการจัดการป่าไม้อย่างยั่งยืน FSC เป็น 10% ของพื้นที่สวนป่า 2 แห่ง (กาญจนบุรีและกำแพงเพชร) ประมาณ 25,000 ไร่ภายในปี 2561

 

กลยุทธ์

  1. บริหารจัดการความหลากหลาย

ทางชีวภาพอย่างยั่งยืน

ติดตามและศึกษาข้อกำหนดหรือกฎหมายด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรชีวภาพทั้งในระดับประเทศและระดับสากลอย่างต่อเนื่อง เพื่อนำมาประยุกต์ใช้ในการบริหารจัดการ โดยมีตัวชี้วัดความหลากหลาย ทางชีวภาพที่ชัดเจนเพื่อนำผลกลับมาปรับปรุงแก้ไข และพัฒนาการดำเนินงานให้มีความยั่งยืน

  1. เป็นต้นแบบด้านการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ

ดำเนินการศึกษา สำรวจ วิจัย สภาพพื้นที่ทั้งทางกายภาพและชีวภาพ เพื่อใช้เป็นฐานข้อมูลในการประเมินผลกระทบ และกำหนดแนวทาง รูปแบบการฟื้นฟูและอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพจนเกิดเป็นพื้นที่อนุรักษ์ต้นแบบและศูนย์การ เรียนรู้เพื่อขยายผลสู่การอนุรักษ์ในพื้นที่อื่นๆ ทั้งของเอสซีจีและคู่ธุรกิจ

  1. สร้างการมีส่วนร่วมกับชุมชนและผู้มีส่วนได้เสีย เพื่อเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจในการอนุรักษ์

สื่อสารและสร้างความสัมพันธ์กับชุมชนอย่างสม่ำเสมอ เพื่อนำไปสู่ความร่วมมือในการฟื้นฟู อนุรักษ์ และได้รับประโยชน์จากความอุดมสมบูรณ์  และความหลากหลายทางชีวภาพที่ร่วมกันดูแลรักษา ร่วมมือกับผู้เชี่ยวชาญเพื่อสร้างรูปแบบงานอนุรักษ์

ที่สอดคล้องกับแต่ละท้องถิ่นซึ่งมีวิถีชีวิตของชุมชน ระบบนิเวศ และความหลากหลายทางชีวภาพที่แตกต่างกันไป

การดำเนินการในปี 2560

 

เอสซีจี ซีเมนต์และผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง

เอสซีจีได้ดำเนินการฟื้นฟูเหมืองมาอย่างต่อเนื่องตลอดช่วงเวลา 20 ปีที่ผ่านมา และได้ยกระดับการดำเนินงานฟื้นฟูเหมืองควบคู่ไปกับการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ จนเกิดผลสำเร็จด้านการฟื้นฟูทรัพยากรชีวภาพในพื้นที่เหมืองหินปูนอย่างน่าพอใจไม่ว่าจะเป็นจำนวนชนิดพันธุ์ไม้และสัตว์ป่าที่เพิ่มมากขึ้น การกลับมาตามธรรมชาติของชนิดพันธุ์ไม้ รวมทั้งความสมบูรณ์ในระบบนิเวศเขาหินปูนที่เพิ่มมากขึ้น

ในการวัดการสร้าง “ความสมดุลนิเวศในเชิงบวก”  หรือ Net Positive Impact ของการทำเหมือง เอสซีจีกำหนดอัตราการรอดตายของต้นไม้ที่เพาะปลูกในพื้นที่ฟื้นฟูเหมืองอย่างน้อย 80% ภายในปี 2561 โดยในปี 2560 ทุกพื้นที่เหมืองหินปูนสามารถเพาะขยายและปลูกไม้ท้องถิ่นได้อย่างดี และมีอัตราการรอดเฉลี่ยทั้ง 4 เหมือง อยู่ที่  ร้อยละ 80-90%

 

อัตราการรอดตายของต้นไม้ในแต่ละพื้นที่ ในปี 2560

พื้นที่เหมือง อัตราการรอดตายของต้นไม้ (%)
ปูนแก่งคอย 84
ปูนท่าหลวง 85
ปูนทุ่งสง 96
ปูนลำปาง 90

 

 

คณะทำงานฟื้นฟูเหมืองและความหลากหลายทางชีวภาพ เอสซีจี  ได้ทำงานด้านการฟื้นฟูเหมืองและความหลากหลายทางชีวภาพมาอย่างยาวนานเกือบ 20 ปี โดยการศึกษาวิจัยและทดลองเทคนิควิธีการต่างๆ รวมทั้งร่วมมือกับหน่วยงานด้านวิชาการหลายองค์กร เพื่อฟื้นฟูเหมืองอย่างเป็นระบบ พร้อมกับฟื้นฟูระบบนิเวศและความหลากหลายทางชีวภาพที่สูญเสียไป  กลับมาให้ได้มากที่สุด  จนถึงปัจจุบันการฟื้นฟูเหมืองของ เอสซีจี ซิเมนต์-ผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง  ได้รับผลสำเร็จเป็นที่น่าพอใจในพื้นที่เหมืองทั้ง 4 แห่ง คือ เหมืองแก่งคอย และเหมืองท่าหลวงในจังหวัดสระบุรี เหมืองลำปาง จังหวัดลำปาง และเหมืองทุ่งสง จังหวัดนครศรีธรรมราช

คณะทำงานฯ จึงได้รวบรวมองค์ความรู้ด้านการฟื้นฟูเหมืองจัดทำเป็นหนังสือชื่อ ”การฟื้นฟูเหมืองหินปูน”  เพื่อสรุปองค์ความรู้ของงานฟื้นฟูเหมืองและความหลากหลายทางชีวภาพ รวมทั้งปัจจัยของความสำเร็จและจุดเรียนรู้สำคัญ เพื่อเผยแพร่แก่หน่วยงานภายในและภายนอก

เอสซีจี เคมิคอลส์

จากการได้รับรู้ปัญหาของกลุ่มประมงพื้นบ้านในจังหวัดระยองว่า ปริมาณปลาและสัตว์น้ำมีจำนวนลดน้อยลงเป็นอย่างมาก  เอสซีจีได้ร่วมกับสำนักงานบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งที่ 1 (ระยอง) และกลุ่มประมงพื้นบ้าน ดำเนินโครงการ  “บ้านปลา” ในจังหวัดระยองมาตั้งแต่ปี 2555 โดยคิดค้นและพัฒนา “นวัตกรรมบ้านปลาจากท่อ PE100” ซึ่งเป็นการนำท่อที่เป็นของเหลือจากกระบวนการทดสอบขึ้นรูปมาสร้างมูลค่าเพิ่ม (Waste to Value) ออกแบบ  ให้เป็นที่อยู่อาศัยจำลองของสิ่งมีชีวิตในทะเล ปัจจุบันบ้านปลาได้ถูกจัดวางในทะเลจังหวัดระยองและชลบุรี จำนวนกว่า 1,200 หลัง ตลอดระยะเวลา 5 ปีที่ผ่านมา ความร่วมมือในการดำเนินโครงการบ้านปลาระหว่างภาคเอกชน ภาครัฐ ชุมชน และจิตอาสากว่า 8,000 คนจากทั่วประเทศ ช่วยสร้างความสมบูรณ์ให้แก่ระบบนิเวศใต้ทะเลและเพิ่มรายได้ให้กับกลุ่มประมงพื้นบ้าน 29 กลุ่ม  เพิ่มพื้นที่อนุรักษ์ในทะเลกว่า 30 ตารางกิโลเมตร จากการที่กลุ่มประมงพื้นบ้านรวมตัวกันปกป้องพื้นที่วางบ้านปลาให้เป็นเขตอนุรักษ์ ไม่ทำการประมงที่ส่งผลเสียต่อระบบนิเวศ ก่อให้เกิดคลังทรัพยากรในทะเลที่ชาวประมงสามารถทำมาหากินได้ชั่วลูกชั่วหลาน และช่วยสร้างความยั่งยืนให้กับอาชีพประมงพื้นบ้านไทย และจากความสำเร็จของโครงการฯ เอสซีจีมีแผนงานขยายโครงการบ้านปลาไปสู่จังหวัดจันทบุรีและตราดจำนวนอีก 1,000 หลัง  เพื่อให้ครอบคลุมชายฝั่งทะเลภาคตะวันออกทั้งหมด

นอกจากการสร้างและจัดวางบ้านปลาในทะเลจังหวัดระยองและชลบุรีกว่า 370 หลังแล้ว โครงการบ้านปลาได้ทำการสำรวจความหลากหลายทางชีวภาพซึ่งดำเนินการโดยผู้เชี่ยวชาญทางทะเล ติดตามผลและเก็บข้อมูลทุกๆ 3 เดือน และยังส่งเสริมความร่วมมือของภาคส่วนต่างๆ ด้วยการจัดงาน “จิตอาสาสร้างบ้านปลา” ณ สวนสาธารณะ แหลมเจริญ จังหวัดระยอง โดยมีจิตอาสาร่วมสร้างบ้านปลากว่า 500 คน ซึ่งบ้านปลาทั้งหมดได้ถูกส่งมอบให้แก่กลุ่มประมงพื้นบ้านนำไปจัดวางในทะเล

เอสซีจี แพคเกจจิ้ง

เอสซีจี แพคเกจจิ้ง   ส่งเสริมการปลูกสวนป่าเพื่อนำ มาผลิตเยื่อกระดาษ โดยยึดหลักปฏิบัติตามมาตรฐานการจัดการป่าไม้อย่างยั่งยืนของ Forest Stewardship CouncilTM หรือ FSCTM ซึ่งต้องมีพื้นที่อนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพอย่างน้อย 10% ของพื้นที่สวนปา ทั้งนี้จากการดำเนินการปลูกสวนป่ามาตั้งแต่ปี 2550 ถึงปัจจุบันรวม 10 ปีของบริษัทสยามฟอเรสทรี จำกัด   ทำให้มีพื้นที่สวนป่าของเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการจัดการสวนป่าอย่างยั่งยืนเฉพาะที่อยู่ในจังหวัดกาญจนบุรีและจังหวัดราชบุรีรวม 12,438 ไร่ และมีพื้นที่เพื่อการอนุรักษ์ 2,253 ไร่ คิดเป็น 18% ของพื้นที่ทั้งหมด (สูงกว่ามาตรฐาน 10%) พื้นที่ป่าอนุรักษ์แห่งนี้มีชื่อว่า “ป่าชุมชน บ้านห้วยสะพานสามัคคี” ตั้งอยู่ที่ตำบล หนองโรง อำเภอพนมทวน จังหวัดกาญจนบุรี โดยบริษัทฯ ได้ร่วมกับชุมชนและกรมป่าไม้ในการกำหนดกติกาในการจัดการและอนุรักษ์ป่าเพื่อให้เกิดความยั่งยืน  อย่างไรก็ตามจากการสำรวจพบว่ามีการรุกรานของพืชต่างถิ่นขึ้นปกคลุมพื้นที่ ซึ่งเป็นภัยคุกคามต่อความหลากหลายทางชีวภาพ จึงได้จัดมทำโครงการร่วมกับชุมชนเพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว จากการสำรวจความหลากหลายทางชีวภาพในปี 2556 พบว่าป่าชุมชนแห่งนี้เป็นป่าผสมผลัดใบ มีชนิดพันธุ์ไม้ไม่ต่ำกว ่า 24 ชนิด มีไม้เด่น เช่น โมกมัน มะค่าแต้ เป็นต้น  ต่อมาในปี 2557-2560 ได้จัดทำโครงการกำจัดพืชรุกรานต่างถิ่น (Invasive Alien Species) ซึ่งได้ขยายจำนวนอย่างรวดเร็วและแย่งชิงพื้นที่จนอาจทำให้พืชท้องถิ่นหรือชนิดพันธุ์พื้นเมืองสูญพันธุ์ ทั้งนี้พบวัชพืช 2 ชนิดที่ต้องกำจัด  คือ ผกากรอง (Lantana camara) และสาบเสือ (Chromolaena odorata) อ้างอิงตามทะเบียนชนิดพันธุ์ต่างถิ่นรุกรานที่ควรป้องกัน ควบคุมและกำจัด ของประเทศไทย โดยสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.)

ผลการดำเนินงานที่ได้รับ ประกอบด้วย

  •  ปี 2557-2560 กำจัดพืชรุกรานต่างถิ่นในพื้นที่อนุรักษ์รวม 220 ไร่ และจัดทำแผนร่วมกับชุมชนในการกำจัดพืชรุกรานต่างถิ่นปีละ 50 ไร่
  •  จัดกิจกรรมฝึกอบรมการรักษาป่าให้กับเยาวชนในพื้นที่รอบป่าชุมชนบ้านห้วยสะพานสามัคคีจำนวน 60 คน
  •  นำคณะกรรมการป่าชุมชนไปดูงานเรื่องการเก็บและเพาะพันธุ์ไม้ป่าที่จังหวัดขอนแก่น และร่วมกับคณะกรรมการป่าชุมชน อบต. ชาวบ้าน นักเรียน และ

ทหารในพื้นที่ ปลูกต้นไม้รวม 300 ต้นด้วยพันธุ์ไม้ท้องถิ่น เช่น มะค่าโมง มะค่าแต้ แคนา มะขามป้อม เพกา เพื่อเพิ่มความหลากหลายทางชีวภาพ