Close
31 May 2018

การบริหารจัดการน้ำ

เอสซีจีจัดตั้งคณะทำงานด้านการจัดการน้ำในปี2557 เพื่อกำหนดแนวทางและกลยุทธ์ที่ชัดเจนเพื่อบริหารจัดการน้ำอย่างบูรณาการด้วยการจัดทำสมดุลน้ำและปรับปรุงกระบวนการผลิตพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่มีการใช้น้ำน้อยลงเพิ่มสัดส่วนการหมุนเวียนการใช้น้ำให้มากขึ้น และมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการน้ำกับภาครัฐและภาคอุตสาหกรรม

เป้าหมาย

ภายในปี 2563 ลดการใช้น้ำจากภายนอกต่อหน่วยการผลิตลง 20% เทียบกับปี 2557

กลยุทธ์

 1. ลดความเสี่ยงจากประเด็นด้านน้ำ

บริหารจัดการความเสี่ยงด้านน้ำซึ่งนำไปสู่การหยุดชะงักในกระบวนการผลิต หรือความขัดแย้งกับชุมชน

 2. ลดการใช้น้ำด้วยการเพิ่มประสิทธิภาพ กระบวนการผลิตและผลิตภัณฑ์

ปรับปรุงกระบวนการผลิตอย่างต่อเนื่องเพื่อลดการใช้น้ำจากแหล่งน้ำธรรมชาติ และขยายผลไปตลอดห่วงโซ่อุปทาน

 3. การนำน้ำที่ผ่านการบำบัดกลับมาใช้งาน

ติดตั้งระบบบำบัดน้ำจากกระบวนการผลิตที่มีประสิทธิภาพสูง และกระบวนการปรับปรุงคุณภาพน้ำขั้นสูง เพื่อนำน้ำที่ผ่านการบำบัดกลับมาใช้ประโยชน์ได้ใหม่ แทนการปล่อยทิ้งสู่ภายนอก

 4. การพัฒนาความสามารถของบุคลากร ที่ปฏิบัติงานด้านน้ำ

สร้างความรู้ความเข้าใจถึงคุณค่าของทรัพยากรน้ำ ผลกระทบต่อสังคม และ สิ่งแวดล้อม ผ่านการอบรมและปฏิบัติงานจริง เพื่อให้เกิดการต่อยอดในเชิงธุรกิจ

การดำเนินงานปี 2560

เตรียมพร้อมพื้นที่ภาคตะวันออก

เอสซีจีเคมิคอลส์มีโรงงานและหน่วยผลิตในจังหวัดระยองซึ่งเป็นพื้นที่ภาคตะวันออกที่มีความต้องการใช้น้ำของภาคครัวเรือนภาคเกษตรกรรม ภาคอุตสาหกรรมและน้ำเพื่อรักษาระบบนิเวศในพื้นที่ โดยอ่างเก็บน้ำหลัก3แห่งในจังหวัดระยองได้แก่ อ่างเก็บน้ำดอกกรายอ่างเก็บน้ำหนองปลาไหลและอ่างเก็บน้ำคลองใหญ่ จะมีท่อส่งน้ำเชื่อมต่อกับอ่างเก็บน้ำประแสร์เป็นระบบอ่างพวงและมีโครงการก่อสร้างเชื่อมต่อกับอ่างเก็บน้ำในอำเภอแก่งหางแมวจังหวัดจันทบุรีเพื่อช่วยทั้งภาวะน้ำแล้งและน้ำหลากที่อาจ เกิดขึ้นในอนาคต

เอสซีจีเคมิคอลส์ได้จัดทำแผนจำลอง สถานการณ์น้ำเพื่อคาดการณ์ปริมาณน้ำใน3อ่างหลัก ซึ่งพบว่ามีปริมาณน้ำเพียงพอต่อความต้องการของทั้งจังหวัดระยองตลอดปี2560-2561 เอสซีจีเคมิคอลส์ยังได้ประเมินกรณีเลวร้ายที่สุดที่อาจเกิดขึ้นได้(WorstCaseScenario)หากเกิด ปริมาณน้ำขาดแคลนไม่เพียงพอต่อความต้องการรวมในทุกภาคส่วน ร่วมกับการประเมินการบริหารจัดการความต่อเนื่องทางธรุกิจ(BCM)และไดเ้ตรียมแผนสำรองการใช้น้ำ(BCP)เพื่อกำหนดแนวทางการจัดการในภาวะวิกฤตรวมถึงการจัดหาแหล่งน้ำสำรองไว้ก่อนเหตุการณ์จะเกิดขึ้นเพื่อลดความรุนแรงของผลกระทบ และความเสียหาย

สถาบันน้ำเพื่อความยั่งยืน

เอสซีจีีได้เข้าไปมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการน้ำในภาพรวมร่วมกับสภาอุตสาหกรรมแห่ง ประเทศไทยโดยในปี 2559นายสมชายหวังวัฒนาพาณิช SeniorVicePresidentของเอสซีจีเคมิคอลส์ได้รับการแต่งตั้งเป็นรองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยดูแลส่วนงานสถาบันสิ่งแวดล้อมอุตสาหกรรมและสถาบันน้ำเพื่อความยั่งยืนซึ่งเป็นสถาบันที่จัดตั้งขึ้นเพื่อเป็นหน่วยงานส่งเสริมสนับสนุนและยกระดับการจัดการสิ่งแวดล้อมอุตสาหกรรมการบริหารจัดการน้ำอย่างมีประสิทธิภาพพัฒนาเมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศโดยสร้างความร่วมมือระหว่างภาครัฐเอกชน และผู้มีส่วนได้เสียเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน

การลดน้ำใช้จากภายนอก

เอสซีจีเพิ่มประสิทธิภาพกระบวนการผลิต และนำน้ำทิ้งที่ผ่านการบำบัดแล้วกลับมาใช้ใหม่ ซึ่งสามารถลดปริมาณการใช้น้ำจากภายนอกลง 3.92 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็น 3.2 % เทียบกับกรณีปกติ (BAU) ปี 2557 โดยปริมาณน้ำนำกลับมาใช้ใหม่เท่ากับ  7.52 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็น 6% ของปริมาณน้ำใช้ทั้งหมด และมีสัดส่วนการนำน้ำมาใช้ต่อรายได้จากการขาย เท่ากับ 0.26 ลิตร/บาท

น้ำเพื่อการเกษตร

บริษัทสยามคราฟท์อุตสาหกรรมจำกัด และบริษัทไทยเคนเปเปอร์จำกัด(มหาชน)ดำเนินการส่งน้ำทิ้งที่ผ่านการบำบัดแล้วให้แก่เกษตรกรเพื่อใช้ในการเกษตรกรรมเช่นปลูกข้าวอ้อยยูคาลิปตัสและ พืชเกษตรอื่นๆตามฤดูกาลรวมปริมาตรน้ำกว่า 4.6ล้านลูกบาศก์เมตร

ระบบ Flushing ประหยัดน้ำ

การใช้น้ำในครัวเรือนที่สิ้นเปลืองมากจุดหนึ่งคือโถสุขภัณฑ์และยังเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีอายุการใช้งานยาวนาน การพัฒนาระบบชักโครกที่มีประสิทธิภาพจึงมีส่วนช่วยประหยัดการใช้น้ำของภาค ครัวเรือนลงได้อย่างมาก บริษัทสยามซานิทารีแวร์อินดัสทรี จำกัด ผู้ผลิตสุขภัณฑ์ยี่ห้อCOTTOได้วิจัยและพัฒนาระบบชักโครกที่มีประสิทธิภาพสูงเพื่อลดการใช้น้ำของโถสุขภัณฑ์ มาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี2532 ซึ่งสามารถลดการใช้น้ำลง30%จากโถสุขภัณฑ์ปกติที่ใช้น้ำ9ลิตรต่อการ กดชักโครก 1ครั้ง และได้พัฒนาเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน สุขภัณฑ์COTTOใช้น้ำเพียง2.5/4ลิตร และได้รับการรับรองมาตรฐานจาก ประเทศออสเตรเลียWaterMarkและWater EfficiencyLabelingandStandard(WELS)Scheme ผู้ใช้สุขภัณฑ์ประหยัดน้ำCOTTO สามารถประหยัดน้ำได้รวมกว่า60ล้านลิตร/ปี (คำนวณ จากมาตรฐานการใช้น้ำเฉลี่ยต่อวันตามมาตรฐานLEED) เมื่อเทียบกับสุขภัณฑ์ทั่วไปที่ใช้น้ำตามมาตรฐาน อุตสาหกรรม

ฟุตพริ้นน้ำ

เอสซีจีได้ประยุกต์ใช้เครื่องมือการประเมินฟุตพริ้นท์น้ำกับหลายหน่วยงานและเตรียมความพร้อมของบุคลากร ให้สามารถใช้เครื่องมือนี้ให้เป็นประโยชน์ต่อการดำเนินธุรกิจ เอสซีจีได้จัดส่งบุคลากรเข้าร่วมศึกษาดูงานการประยุกต์ใช้การประเมินฟุตพริ้นท์น้ำของหน่วยงาน WaterResourceAgency(WRA)ในไต้หวันซึ่งเป็นหน่วยงานที่ผลักดันนโยบายการบริหารจัดการน้ำของภาครัฐโดยการส่งเสริมให้โรงงานอุตสาหกรรม มีการประเมินฟุตพริ้นท์น้ำและนำข้อมูลไปบริหารจัดการน้ำภายในโรงงานเพื่อลดการสูญเสียน้ำในกระบวนการผลิตซึ่งภาครัฐก็จะได้ข้อมูลปริมาณการใช้น้ำในภาคอุตสาหกรรมมาใช้วางแผนและกำหนดแนวทางบริหารจัดการน้ำให้เพียงพอกับความต้องการใช้น้ำของประเทศ