Close
28 June 2020

การดูแลสังคมและชุมชน

เอสซีจีเชื่อว่าสังคมและชุมชนที่เข้มแข็งเป็นรากฐานสำคัญในการพัฒนาประเทศให้เจริญก้าวหน้าและก้าวทันกับการเปลี่ยนแปลง เราจึงมุ่งสร้างสรรค์ความเจริญอย่างยั่งยืนในทุกภูมิภาคและทุกชุมชนที่เข้าไปดำเนินงาน โดยมุ่งเน้นการพัฒนาคุณภาพชีวิตและสังคมอย่างยั่งยืน

‘ความรับผิดชอบต่อสังคม’ เป็นอุดมการณ์ที่เอสซีจียึดถือเป็นแนวทางการดำเนินธุรกิจมาอย่างยาวนาน เราทุ่มเทเพื่อสร้างธุรกิจให้เติบโตควบคู่ไปกับการพัฒนาสังคมและยกระดับคุณภาพชีวิต ให้ความสำคัญกับการจัดการกับปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อการดำรงชีวิตและคุณภาพชีวิตของผู้คน เพื่อเสริมสร้างความแข็งแรงทางเศรษฐกิจและลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม

การบริหารจัดการ

  • คณะกรรมการกิจการสังคมเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน ประกอบด้วยกรรมการบริษัทและผู้บริหารเอสซีจี ทำหน้าที่กำหนดนโยบายและแนวทางการดำเนินงานการพัฒนาอย่างยั่งยืนด้านสังคม
  • มูลนิธิเอสซีจี ดำเนินภารกิจหลักด้านพัฒนาศักยภาพทรัพยากรมนุษย์ให้เป็นคนเก่งและคนดี
  • หน่วยงานชุมชนสัมพันธ์ ดำเนินกิจกรรมเสริมสร้างศักยภาพของชุมชนโดยรอบสถานประกอบการของเอสซีจี ให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีและพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน

เป้าหมาย

  • พัฒนาชุมชนให้สามารถแก้ปัญหาและพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน

กลยุทธ์

  1. เสริมสร้างศักยภาพชุมชนให้ชุมชนพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน โดยใช้ความเชี่ยวชาญของเอสซีจีหรือผู้เชี่ยวชาญภายนอก
    พัฒนาและส่งเสริมศักยภาพชุมชน โดยใช้ความเชี่ยวชาญของเอสซีจีหรือผู้เชี่ยวชาญภายนอกเป็นพี่เลี้ยงให้ความรู้ มีแนวทางการพัฒนาชุมชนหรือแก้ไขปัญหาด้วยตนเอง เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น  มีความมั่นคงในอาชีพ เติบโตก้าวหน้า และพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน
  1. สร้างการมีส่วนร่วมของพนักงานและผู้เกี่ยวข้องทุกภาคส่วน เพื่อร่วมสร้างสรรค์คุณค่าที่ยั่งยืนสู่สังคม
    ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของพนักงานในองค์กร รวมทั้งชุมชน และภาคส่วนต่าง ๆ โดยประสานความร่วมมือในการดำเนินกิจกรรมสังคมกับผู้เกี่ยวข้องทุกภาคส่วน เพื่อเครือข่ายความร่วมมือที่แข็งแกร่งในการสร้างสรรค์คุณค่าที่ยั่งยืนสู่สังคม
  1. พัฒนานวัตกรรมเพื่อตอบสนองความต้องการชุมชนและแก้ไขปัญหาสังคม
    นำความรู้ความเชี่ยวชาญด้านนวัตกรรมขององค์กร คิดค้นพัฒนานวัตกรรม เพื่อช่วยตอบโจทย์ความต้องการของชุมชน และแก้ไขปัญหาของสังคม
  1. สร้างต้นแบบการพัฒนาสังคมอย่างยั่งยืน และขยายผลสู่ชุมชนในวงกว้าง
    สร้างชุมชนต้นแบบที่ประสบความสำเร็จในการพัฒนาและแก้ปัญหาด้วยตนเอง เพื่อสร้างแรงบันดาลใจและเป็นแบบอย่างให้เกิดการขยายผลความสำเร็จไปสู่ชุมชนอื่นๆ ในวงกว้างต่อไป

โครงการที่เอสซีจีให้ความสำคัญ (Priority)

โครงการด้านการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

ภาวะโลกร้อนส่งผลกระทบเป็นวงกว้างทั้งในแง่ของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และภัยพิบัติต่างๆ ซึ่งนับวันจะทวีความรุนแรง ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศ และการดำรงชีวิตของผู้คน เอสซีจีจึงมุ่งเน้นให้ความสำคัญกับการดำเนินงานที่จะสามารถช่วยลดผลกระทบดังกล่าว เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนเรื่องการแก้ไขปัญหาและผลกระทบจาก Climate Change : SDG13 ขององค์การสหประชาติ อาทิ การฟื้นฟูระบบนิเวศตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ การสร้างความรู้ความเข้าใจต้นตอของปัญหา เสริมภูมิต้านทาน และเพิ่มขีดความสามารถในการปรับตัวจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ ให้ชุมชนมีศักยภาพในการพึ่งพาตนเอง เกิดความเข้มแข็ง และพัฒนาตนเองได้อย่างยั่งยืนควบคู่กับการดำเนินธุรกิจของเอสซีจี

“รักษ์น้ำ จากภูผาสู่มหานที” สร้างการมีส่วนร่วมกับชุมชนรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างเข้มแข็ง เอสซีจีมุ่งมั่นคืนความสมดุลและความสมบูรณ์สู่ระบบนิเวศ ดำเนินโครงการ “รักษ์น้ำ จากภูผาสู่มหานที” อนุรักษ์ธรรมชาติ ฟื้นฟูระบบนิเวศจากพื้นที่ป่าต้นน้ำถึงชายฝั่งทะเล โดยเฉพาะการสร้างฝายชะลอน้ำและฟื้นฟูแหล่งเก็บน้ำ เพื่อแก้ปัญหาน้ำแล้งน้ำท่วมตามแนวพระราชดำริ เป็นส่วนหนึ่งในการบรรเทาผลกระทบจากปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยสร้างการมีส่วนร่วมกับชุมชนให้เข้าใจการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ตนเองอย่างยั่งยืน สามารถรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่มีความผันผวนและรุนแรง อีกทั้งยังช่วยส่งเสริมให้ชุมชนสามารถทำการเกษตรเพื่อสร้างรายได้ มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น

การใช้แนวคิด Natural Climate Solutions (NCS) ที่ใช้ป่าธรรมชาติมาแก้ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ สนับสนุนการฟื้นฟูธรรมชาติผ่านกิจกรรมต่างๆ เป็นอีกหนึ่งแนวปฏิบัติที่เอสซีจีดำเนินการมาอย่างยาวนาน ทั้งการฟื้นฟูป่าในพื้นที่เหมืองหินปูน การปลูกป่าโกงกางและหญ้าทะเล รวมถึงการฟื้นฟูพื้นที่ป่าเสื่อมโทรมร่วมกับชุมชนท้องถิ่นมาโดยตลอด เอสซีจียังได้ร่วมมือกับศูนย์วิจัยป่าไม้ คณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ดำเนินโครงการ “การกันพื้นที่ทำเหมืองเพื่อรักษาพื้นที่ป่า และปลูกป่าในพื้นที่ฟื้นฟูเหมือง เพื่อกักเก็บคาร์บอนและรักษาความหลากหลายทางชีวภาพ” บริเวณเหมืองหินปูนเขาวง บริษัทปูนซิเมนต์ไทย (ท่าหลวง) จำกัด ตำบลเขาวง อำเภอพระพุทธบาท จังหวัดสระบุรี สำรวจการดูแลรักษา และป้องกันการเข้าไปรบกวนระบบนิเวศป่าไม้ การสร้างฝายชะลอน้ำ เพื่อเพิ่มความชุ่มชื้น และการปลูกป่าเพิ่มเติม ทำให้บริเวณพื้นที่กันชน 2,197 ไร่ ของเหมืองหินปูนเขาวง ดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้เป็นจำนวน 86,557 ตันคาร์บอนไดออกไซด์ (ตั้งแต่วันที่ 21 มีนาคม 2535 – 15 สิงหาคม 2562) และได้รับใบประกาศนียบัตรภายใต้โครงการ “สนับสนุนกิจกรรมลดก๊าซเรือนกระจก” (Low Emission Support Scheme: LESS) จากองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน)

  • ผลลัพธ์ต่อธุรกิจ
    • เสริมสร้างความสัมพันธ์ที่ดีและความร่วมมือระหว่างชุมชน และผู้มีส่วนได้เสีย ในการรับมือกับกับการเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิกาศผ่านโครงการรักษ์น้ำ จากภูผาสู่มหานที
    • สร้างการมีส่วนร่วมของพนักงาน
    • เพิ่มปริมาณการดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์โดยวิธีธรรมชาติได้ 86,557 ตัน
  • ผลลัพธ์ต่อสังคม /  สิ่งแวดล้อม
    • เพิ่มความอุดมสมบูรณ์แก่ผืนป่าและระบบนิเวศโดยสร้างฝายชะลอน้ำเพิ่มขึ้น 7,139 ฝาย ปลูกต้นไม้ในป่าบก 34,000 ต้น และหญ้าทะเลและป่าโกงกางรวม 16,000 ต้น
    • ชุมชนกว่า 550 ครัวเรือน ได้ประโยชน์จากปริมาณกักเก็บน้ำได้รวมกว่า 150,000 ลูกบาศก์เมตร จากฟื้นฟูแหล่งกักเก็บน้ำเดิมเพื่อเก็บน้ำไว้ใช้ช่วงฤดูแล้ง
    • ชุมชนได้พัฒนาทักษะการนำวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ไปประยุกต์ใช้ในการวางแผนการกักเก็บ สำรองและระบายน้ำ สามารถกักเก็บน้ำได้เพิ่มขึ้น 70,000 ลูกบาศก์เมตร ทำให้ 68 ครัวเรือน มีน้ำกินน้ำใช้ตลอดทั้งปี มีน้ำเพียงพออุปโภคบริโภคและทำการเกษตรได้ถึง 4 ปีแม้เกิดภาวะฝนแล้ง
    • สร้างรายได้จากผลผลิตการเกษตรให้ชุมชนกว่า 12 ล้านบาท/ ปี จากการมีน้ำใช้อย่างพอเพียง

โครงการด้านเศรษฐกิจหมุนเวียน

จากปัญหาขยะที่ส่งผลกระทบเพิ่มสูงขึ้นและการขาดแคลนทรัพยากรของโลก เอสซีจีจึงให้ความสำคัญกับการนำหลักเศรษฐกิจหมุนเวียนมาเป็นหนึ่งในกลยุทธ์ด้านการพัฒนาอย่างยั่งยืนขององค์กร รวมถึงเป็นแนวทางสำหรับการดำเนินงานด้านสังคมและชุมชน เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนเรื่องการบริโภคและการผลิตที่ยังยืน : SDG12 ขององค์การสหประชาติ  เราเชื่อว่าการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าสูงสุดตามหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน เป็นการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างมีประสิทธิภาพ ลดการเกิดของเสียโดยไม่จำเป็น อีกทั้งมีส่วนช่วยให้ลดปัญหาการขาดแคลนทรัพยากร จากการใช้ซ้ำและการนำกลับมาใช้ใหม่ ช่วยสร้างคุณค่าส่งต่อสังคมในระยะยาว

บางซื่อโมเดล ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมจัดการขยะตั้งแต่ต้นทาง ปัจจัยหนึ่งในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียนให้เกิดขึ้นจริง คือการรวบรวมและจัดการของเสียอย่างถูกต้องและมีประสิทธิภาพ เพื่อนำขยะกลับเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิลให้มากที่สุด เราเชื่อว่าการจัดการของเสียจะประสบความสำเร็จได้นั้นต้องอาศัยความเปลี่ยนแปลงทั้งด้านพฤติกรรมและระบบการบริหารจัดการ  มีสิ่งอำนวยความสะดวกในการรวบรวมของเสียอย่างมีประสิทธิภาพ มีขั้นตอนการแยกและขนส่งขยะที่มีคุณภาพ และลดปริมาณขยะปนเปื้อนให้เหลือน้อยที่สุด

โครงการ “บางซื่อโมเดล” ส่งเสริมให้พนักงานเกิดการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมตามแนวทาง “ใช้ให้คุ้ม แยกให้เป็น ทิ้งให้ถูก” และพัฒนาถังขยะ 6 สีมาแก้ปัญหาการแยกขยะไม่ถูกต้องหลังจากบางซื่อโมเดลดำเนินการมาได้ 2 ปี การคัดแยกขยะของพนักงานมีความถูกต้องเพิ่มมากขึ้น ปริมาณขยะลดลงอย่างต่อเนื่องทุกเดือน ส่วนขยะที่แยกประเภทแล้วก็มีการรีไซเคิลเพิ่มมากขึ้นและได้รับการจัดการอย่างเหมาะสม ขยะประเภทกระดาษและพลาสติกนำกลับมาแปรรูปใหม่ ขยะจากเศษอาหารนำไปทำเป็นสารปรับปรุงดินปลูกต้นไม้ เราตั้งเป้าหมายให้ในปี 2564 สำนักงานใหญ่บางซื่อไม่เหลือปริมาณขยะใดๆ ที่ต้องนำไปฝังกลบ (Zero Waste to Landfill)

จากผลสำเร็จของโครงการบางซื่อโมเดล เอสซีจีได้ถอดบทเรียนและนำไปขยายผลการจัดการขยะสู่ชุมชนรอบโรงงานของเอสซีจีในพื้นที่จังหวัดระยอง ภายใต้โครงการ “ชุมชน LIKE (ไร้) ขยะ” โดยใช้แนวทางปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของบางซื่อโมเดลคือ “ใช้ให้คุ้ม แยกให้เป็น ทิ้งให้ถูก” และสร้างความร่วมมือในชุมชนตามแนวทาง “บวร” ได้แก่ บ้าน วัด โรงเรียน จัดการขยะอย่างถูกต้องตั้งแต่ต้นทาง เชื่อมโยงกับธนาคารขยะชุมชนที่เอสซีจี สนับสนุนการบริหารจัดการด้วยแอปพลิเคชั่น KoomKah เพื่อสร้างโมเดลหรือต้นแบบจัดการขยะของชุมชนอย่างบูรณาการทั้งระบบ

  • ผลลัพธ์ต่อธุรกิจ
    • พนักงานเกิดการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการคัดแยก และการทิ้งขยะได้ถูกต้องเพิ่มมากขึ้น
    • สร้างการมีส่วนรวมของพนักงาน จนสามารถลดปริมาณขยะในพื้นที่สำนักงานใหญ่บางซื่อได้ถึง 30% และเพิ่มปริมาณขยะที่นำไปรีไซเคิลเพิ่มขึ้นได้ถึง 200% (เทียบข้อมูลเดือนธันวาคม 2562 กับเดือนกันยายน 2561
    • สร้างรายได้จากการขายขยะที่แยกอย่างถูกวิธีได้กว่า 160,000 บาท
    • เกิดการพัฒนาทักษะด้านการคิดค้นนวัตกรรมของพนักงานเพื่อตอบโจทย์การบริหารจัดการขยะ เกิดเป็น
      • แอปพลิเคชั่น Koomkah สำหรับผู้ประกอบการธนาคารขยะ ทำให้สามารถบริหารจัดการข้อมูลการซื้อขายขยะ และสินค้าคงคลังได้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
      • แอปพลิเคชั่น PaperX ระบบบริการรับซื้อกระดาษกลับเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิลของธุรกิจแพคเกจจิ้ง
      • SCG Smart Litter Trap 0 เพื่อช่วยเก็บขยะกลางน้ำโดยหุ่นยนต์ที่ติดตั้งกล้องความละเอียดสูงและระบบ Machine Learning สามารถแยกแยะสิ่งที่เป็นขยะลอยน้ำ และเคลื่อนที่เข้าไปจัดเก็บได้อย่างแม่นยำ
    • สร้างการมีส่วนร่วมระหว่างเอสซีจีและผู้มีส่วนได้เสียภายนอก เกิดเป็นความร่วมมือองค์กรที่เป็นเครือข่ายพันธมิตรการขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียน 45 องค์กร ประกอบด้วยองค์กรความร่วมมือระดับโลก 5 ราย ภาครัฐ 3 รายภาคเอกชน 29 แห่ง โรงเรียนและชุมชน 8 แห่ง เกิดการสร้างความร่วมมือเพื่อขับเคลื่อนหลักเศรษฐกิจหมุนเวียนของเอสซีจีกับทุกภาคส่วน
    • ยกระดับการรับรู้ของแบรนด์เอสซีจีในความเป็นผู้นำด้านการพัฒนาอย่างยั่งยืนเศรษฐกิจหมุนเวียน และนวัตกรรม
  • ผลลัพธ์ต่อสังคม /  สิ่งแวดล้อม
    • ชุมชนกว่า 80 ครัวเรือน เข้าร่วมโครงการชุมชน LIKE (ไร้) ขยะ เกิดการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการคัดแยกและการทิ้งขยะได้ถูกต้องเพิ่มมากขึ้น ทำให้มีปริมาณขยะเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิลถึง 6,500 กิโลกรัม
    • ธนาคารขยะชุมชน 23 แห่ง และสมาชิกธนาคารขยะชุมชน 100 คน ได้พัฒนาทักษะการใช้ดิจิทัลเทคโนโลยีคือแอปพลิเคชั่น Koomkah ไปใช้ในการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการขยะ
    • การติดตั้งทุ่นกักขยะลอยน้ำ Litter Trap สามารถเก็บขยะได้สูงสุด 700 กิโลกรัมช่วยลดปริมาณขยะลงสู่ทะเลได้ราว 30 ตันในระยะเวลา 6 เดือน

โครงการด้านสุขภาพและความปลอดภัย

เพราะทุกชีวิตมีคุณค่า เอสซีจีจึงให้ความสำคัญกับสุขภาพและความปลอดภัยของพนักงาน ผู้มีส่วนได้เสีย และชุมชน เราเชื่อว่าการมีสุขภาพที่ดีและดำรงชีวิตในสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัย สะท้อนให้เห็นคุณภาพชีวิตที่ดีของคนในสังคมซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญของการพัฒนาอย่างยั่งยืน เราจึงมุ่งมั่นสร้างสรรค์การดำเนินงานที่มีมาตรฐานด้านความปลอดภัย รวมถึงส่งต่อความห่วงใยไปไปสู่สังคมและชุมชน เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความสูญเสียจากอุบัติการณ์และอุบัติเหตุต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นกับชีวิตที่มีค่าของผู้คน และเป็นส่วนหนึ่งในการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนเพื่อลดอัตราการบาดเจ็บและการตายจากอุบัติการจราจรทางถนน : SDG3 ขององค์การสหประชาติ

ลดความเสี่ยงจากอุบัติเหตุบนท้องถนน ด้วยระบบจัดการขนส่งปลอดภัยด้วยเทคโนโลยีและหัวใจ ข้อมูลจากองค์การอนามัยโลกระบุว่า ในปี 2561 ประเทศไทยมีผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุบนท้องถนน 32.7 ต่อประชากร 100,000 คน ทำให้ไทยครองตำแหน่งประเทศที่มีอัตราการตายบนท้องถนนสูงที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้…ตำแหน่งแชมป์ที่ไม่มีใครต้องการ จากการประเมินความเต็มใจที่จะจ่ายในการลดอุบัติเหตุทางถนนของคนโดยสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) เมื่อปี 2560 เพื่อคำนวณมูลค่าความสูญเสียจากการเสียชีวิตและบาดเจ็บสาหัสจากอุบัติเหตุจราจรจากพื้นที่ในจังหวัดสระบุรี พบว่า การเสียชีวิตมีมูลค่าเท่ากับประมาณ 10 ล้านบาทต่อราย ในขณะที่การบาดเจ็บสาหัสมีมูลค่าเท่ากับประมาณ 3 ล้านบาทต่อราย เป็นความสูญเสียทั้งต่อผู้ประสบภัย ครอบครัวผู้สูญเสีย และประเทศชาติ  https://tdri.or.th/2017/08/econ_traffic_accidents/

“อุบัติเหตุบนท้องถนนต้องเป็นศูนย์” จึงเป็นความท้าทายที่เราพยายามดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้พนักงานขับรถของเอสซีจีและคู่ธุรกิจขนส่ง รวมถึงประชาชนทั่วไปที่ใช้เส้นทางร่วมกันเกิดความปลอดภัยสูงสุด

เราตระหนักดีว่า “พนักงานขับรถ” คือกุญแจสำคัญของความปลอดภัย เราจึงพยายามยกระดับมาตรฐานด้านการขับขี่ พัฒนาพนักงานขับรถให้มีทักษะการขับรถและมีความรับผิดชอบต่อสังคมโดยรวม จึงได้ก่อตั้งโรงเรียนทักษะพิพัฒน์ (SCG Skills Develop School) เป็นโรงเรียนเอกชนนอกระบบประเภทวิชาชีพ มีหลักสูตรการขับรถบรรทุกสินค้าสำหรับผู้สนใจและคู่ธุรกิจด้านรับเหมาขนส่ง โดยมีสนามฝึกขับรถมาตรฐานและครูฝึกผู้ชำนาญการ  ตั้งแต่ปี 2554 ถึงปี 2562 มีผู้ผ่านการอบรมจากโรงเรียนทักษะพิพัฒน์ไปแล้วกว่า 106,147 คน

นอกจากนี้ ยังได้ขยายผลไปร่วมกับสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ จัดหลักสูตรความรู้เทคนิคการขับรถอย่างปลอดภัยให้กับเจ้าหน้าที่ขับรถพยาบาลและรถกู้ภัยฉุกเฉิน เพื่อป้องกันอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้นระหว่างการช่วยเหลือผู้ป่วยฉุกเฉิน โดยตั้งแต่ปี 2557-2562 มีผู้เข้าอบรมรวม 4,470 คน และพบว่าหลังจากการอบรมเทคนิคการขับรถอย่างปลอดภัยของเจ้าหน้าที่ขับรถพยาบาล ตัวเลขสถิติอุบัติเหตุของรถพยาบาลตั้งแต่ปี 2557-2562 ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ

เรายังได้พัฒนานำเทคโนโลยีและนวัตกรรมเข้ามาช่วยดูแลความปลอดภัยในโรงงาน และการขนส่ง อาทิ

  • แอปพลิเคชั่น SAFEsave ซึ่งสามารถวิเคราะห์ข้อมูลขั้นสูง (Machine Learning) แจ้งเตือนอันตรายได้แบบ Real Time และจัดเก็บฐานข้อมูลส่วนกลางแทนการบันทึกข้อมูลในกระดาษเพื่อควบคุมความเสี่ยงอย่างรวดเร็วเท่าทันสถานการณ์ สามารถตรวจสอบคู่ธุรกิจที่จะเข้าปฏิบัติงานด้วย QR Code ว่าได้ผ่านการอบรมการทำงานที่มีลักษณะเสี่ยงตามกฎหมายกำหนด ตรวจสอบพื้นที่หวงห้ามผ่านกล้องวงจรปิด เมื่อพบความผิดปรกติในพื้นที่ ระบบจะแจ้งเตือนและบันทึกภาพเก็บเป็นหลักฐาน เป็นต้น
  • แอปพลิเคชั่น Kubdee ที่ช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนนโดยโฟกัสที่ผู้ขับรถ สามารถตรวจเช็คใบหน้าและอากัปกิริยาที่แสดงถึงการสูญเสียสมรรถภาพในการขับขี่จากสาเหตุต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นสัญญาณของความเหนื่อยล้า เพลียสะสม ง่วงนอน หลับใน หรือการใช้โทรศัพท์มือถือ โดยมีศูนย์ควบคุมและติดตามพนักงานขับรถตลอด 24 ชั่วโมง ผ่านระบบ GPS

The LifesaverTM ผู้พิทักษ์ชีวิต ส่งต่อความห่วงใยสู่ชุมชน ธุรกิจเคมิคอลส์จัดทำโครงการ The LifesaverTM ผู้พิทักษ์ชีวิต เพื่อสร้างวัฒนธรรมความปลอดภัยในองค์กร โดยส่งเสริมให้พนักงานทุกคนเป็นผู้พิทักษ์ชีวิต ส่งต่อความห่วงใยดูแลตักเตือนกันให้ปลอดภัย ไม่เพียงแค่เฉพาะในช่วงเวลาทำงาน แต่ตลอดเวลาในชีวิตประจำวัน

จากความสำเร็จในองค์กร เอสซีจีจึงขยายความห่วงใยสู่ ชุมชนรอบข้างในพื้นที่ที่ดำเนินธุรกิจ โดยเฉพาะจังหวัดระยองซึ่งติดอันดับจังหวัดที่มีผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุบนท้องถนนมากเป็นอันดับ 1 ของประเทศ  โดยร่วมกับชุมชนเนินพะยอมตำบลมาบตาพุด อำเภอเมือง จังหวัดระยอง เพื่อเป็นชุมชนต้นแบบนำร่องเนื่องจากเป็นชุมชนที่มีการจัดการชุมชนเข้มแข็ง โดยเน้นการร่วมคิดร่วมทำกับชุมชนอย่างแนบแน่น ตั้งแต่การวางแผนงาน การสำรวจพื้นที่ชุมชนที่เป็นจุดเสี่ยงอุบัติเหตุจราจร การจัดกิจกรรมรณรงค์สร้างความตระหนัก การจัดกิจกรรมอบรมความรู้ด้านการจราจรและการขับขี่จักรยานยนต์อย่างปลอดภัย และการกำหนดมาตรการหลักพิทักษ์ชีวิต 7 ข้อ ได้แก่ ดื่มไม่ขับ ไม่ใช้โทรศัพท์มือถือขณะขับขี่ สวมหมวกกันน็อก คาดเข็มขัดนิรภัย ไม่ขับรถเร็วเกินกว่ากฎหมายกำหนด พกใบขับขี่ และไม่ขับรถย้อนศร

เอสซีจียังได้สนับสนุนหมวกกันน็อกให้ครัวเรือนละ 2 ใบ สำหรับเยาวชน 1 ใบ และผู้ใหญ่ 1 ใบ สำหรับจุดเสี่ยงได้มีการปรับภูมิทัศน์ เช่น ตัดต้นไม้ที่บังทาง ติดตั้งกระจกโค้งเพื่อช่วยเพิ่มทัศนวิสัย

  • ผลลัพธ์ต่อธุรกิจ
    • จำนวนอุบัติเหตุถึงขั้นเสียชีวิตของคู่ธุรกิจขนส่งโดยตรง ปี 2562 เป็นศูนย์
    • ลดความสูญเสียจากการชีวิตจากอุบัติเหตุทางท้องถนนที่มีมูลค่าเท่ากับประมาณ 10 ล้านบาทต่อราย
    • เกิดการพัฒนาทักษะด้านการคิดค้นนวัตกรรมของพนักงานเพื่อตอบโจทย์เรื่องความปลอดภัย เกิดเป็น
      • แอปพลิเคชั่น Kubdee สำหรับลดความเสี่ยงที่จะเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนน
      • แอปพลิเคชั่น SAFEsave สำหรับควบคุมความเสี่ยงการทำงานในโรงงานอย่างรวดเร็วเท่าทันสถานการณ์
    • สร้างการมีส่วนร่วมระหว่างเอสซีจีและสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ สร้างหลักสูตรอบรมด้านการขับขี่ปลอดภัยแก่เจ้าหน้าที่ขับรถพยาบาลและรถกู้ภัยฉุกเฉิน
    • ยกระดับการรับรู้ของแบรนด์เอสซีจีในความเป็นผู้นำด้านการความปลอดภัย จนได้รับความไว้วางใจจากจังหวัดระยองให้เป็นผู้นำโครงการมาตรการองค์กรในการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนในจังหวัดระยอง
  • ผลลัพธ์ต่อสังคม /  สิ่งแวดล้อม
    • สร้างพนักงานขับรถที่มีทักษะและความรับผิดชอบเข้าสู่ระบบ
    • สถิติจำนวนอุบัติเหตุจากพนักงานขับรถพยาบาลที่ผ่านการอบรมหลักสูตรความรู้เทคนิคการขับรถอย่างปลอดภัยลดลง
    • ชุมชนปรับเปลี่ยนพฤติกรรมความปลอดภัยในชีวิตประจำวัน โดยมีสถิติการสวมหมวกกันน็อกเพิ่มขึ้นจาก 50% เป็น 70%