Close
30 May 2018

การบริหารจัดการความเสี่ยง

กรอบการบริหารความเสี่ยง เอสซีจี

เอสซีจีมีการบริหารความเสี่ยงทั่วทั้งองค์กร (Enterprise Risk Management Framework) ที่เป็นไปตามมาตรฐานสากล โดยกรอบการบริหารความเสี่ยง เอสซีจี ประกอบด้วย

1. การกำหนดกลยุทธ์

เอสซีจีกำหนดวัตถุประสงค์และระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ (Risk Appetite) ในการบริหารความเสี่ยงอย่างชัดเจนเพื่อให้การบริหารความเสี่ยงเป็นใปในทิศทางเดียวกันทั่วทั้งองค์กร

2. โครงสร้างและความรับผิดชอบในการบริหารความเสี่ยงของเอสซีจี

ผังโครงสร้างการบริหารความเสี่ยงของเอสซีจี แสดงให้เห็นตามแผนภาพดังนี้

คณะกรรมการบริษัทและคณะกรรมการตรวจสอบ

คณะกรรมการตรวจสอบทำหน้าที่เป็นตัวแทนคณะกรรมการบริษัท ในการกำหนดนโยบายและกำกับดูแลการบริหารความเสี่ยงของเอสซีจี และทำหน้าที่ประเมินประสิทธิภาพการบริหารความเสี่ยง เพื่อให้มั่นใจว่าการบริหารความเสี่ยงดำเนินไปอย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล และสอดคล้องกับแนวทางที่กำหนด

สำนักงานตรวจสอบ

ทำหน้าที่ตรวจสอบหน่วยระดับแรก (หน่วยงานปฏิบัติงาน) และหน่วยระดับสอง (ระดับหัวหน้างาน หน่วยงานบริหารความเสี่ยง และหน่วยงานกำกับและสนับสนุนอื่น )  เพื่อให้ความเชื่อมั่นว่ามีการบริหารความเสี่ยงที่เหมาะสม และรายงานผลต่อคณะกรรมการตรวจสอบ นอกจากนี้ยังให้คำปรึกษาแก่หน่วยงานผู้รับการตรวจและมีการสื่อสารความคิดเห็นจากคณะกรรมการตรวจสอบกลับมายังผู้ปฏิบัติงานเพื่อนำไปปรับปรุงต่อไป

คณะจัดการบริหารความเสี่ยง เอสซีจี

ประกอบไปด้วยกรรมการผู้จัดการใหญ่และผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ในแต่ละสายธุรกิจ โดยมีกรรมการผู้จัดการใหญ่ เอสซีจี เป็นประธาน คณะจัดการบริหารความเสี่ยง เอสซีจี มีหน้าที่ความรับผิดชอบหลัก ดังนี้

1. กำหนดโครงสร้างและผู้รับผิดชอบในการบริหารความเสี่ยง

2. พิจารณาและอนุมัตินโยบาย กลยุทธ์ กรอบการบริหารความเสี่ยง และแผนการจัดการความเสี่ยง

3. ทบทวนความเสี่ยง  (SCG Risk Profile) และติดตามการบริหารความเสี่ยงทั่วทั้งองค์กร

กระบวนการบริหารความเสี่ยง

เอสซีจีนำกรอบการบริหารความเสี่ยงมาใช้ในการดำเนินงานหลัก 3 ด้าน ได้แก่ การบริหารความเสี่ยงด้าน กลยุทธ์ การบริหารความเสี่ยงของโครงการลงทุน และการบริหารความเสี่ยงในการดำเนินงาน โดยกระบวนการบริหารความเสี่ยงได้ถูกรวบรวมไว้ในคู่มือการบริหารความเสี่ยงโดยแบ่งตามกระบวนการหลัก 4 ขั้นตอน      1) ระบุความเสี่ยง / โอกาสในการดำเนินธุรกิจ 2) ประเมินความเสี่ยง 3) กำหนดมาตรการจัดการ และกำหนด ดัชนีชี้วัดความเสี่ยง (Key Risk Indicators) และ ดัชนีชี้วัดผลการดำเนินงาน (Key Performance Indicators) ซึ่งเป็นทั้ง Leading และ Lagging Indicator เพื่อคาดการณ์เหตุการณ์ความเสี่ยงและเพื่อควบคุมกิจกรรมลดความเสี่ยงให้เป็นไปตามเป้าหมาย 4) รายงานความเสี่ยง ต่อคณะจัดการบริหารความเสี่ยงระดับกลุ่มธุรกิจ และคณะจัดการบริหารความเสี่ยงเอสซีจีตามลำดับ ก่อนที่จะรายงานต่อคณะกรรมการตรวจสอบไตรมาสละครั้ง

การสร้างวัฒนธรรมองค์กรในการบริหารความเสี่ยง (Risk Culture)

เอสซีจีตระหนักดีว่าวัฒนธรรมองค์กรเป็นองค์ประกอบสําคัญต่อความสําเร็จของการบริหารความเสี่ยง ดังนั้น เอสซีจีได้กําหนดให้ผู้บริหารเป็นผู้สื่อสารถึงความสำคัญของการบริหารความเสี่ยง และเป็นต้นแบบในการบริหารความเสี่ยง รวมถึงสร้างวิธีการนำการบริหารความเสี่ยงไปใช้ให้เห็นผลในทางปฏิบัติ โดยกำหนดให้มีการใช้ภาษาความเสี่ยงที่ตรงกัน มีการกําหนดระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ และมีระบบการประเมินความเสี่ยงในรูปแบบเดียวกัน กำหนดบทบาท หน้าที่ความรับผิดชอบของผู้รับผิดชอบความเสี่ยงแต่ละเรื่อง สนับสนุนให้มีการกำหนดวาระเรื่องความเสี่ยงในการประชุมหลัก ของแต่ละบริษัท และกำหนดให้การบริหารความเสี่ยงเป็นส่วนหนึ่งในหลักสูตรการฝึกอบรมและพัฒนากรรมการ ผู้บริหาร และพนักงาน ส่งเสริมให้มีการแบ่งปันประสบการณ์การบริหารความเสี่ยงระหว่างหน่วยงานและบริษัทเพื่อสื่อสารประโยชน์ของการบริหารความเสี่ยงอย่างต่อเนื่อง รวมถึงได้พัฒนาสื่อการอบรมในรูปแบบ Digital learning เพื่อสร้างความตระหนักรู้ในเรื่องการบริหารจัดการความเสี่ยงให้กับพนักงานในวงกว้างตั้งแต่พนักงานเริ่มปฏิบัติงานกับเอสซีจี นอกจากนี้ในปีที่ผ่านมาเอสซีจีได้กำหนดนิยาม Integrated GRC และสื่อสาร ให้ความรู้แก่พนักงานถึงวัตถุประสงค์ และประโยชน์ในการนำ Integrated GRC ไปใช้ในการทำงาน โดยหน่วยงานบริหารความเสี่ยง หน่วยงานพัฒนาบรรษัทภิบาล หน่วยงานกำกับดูแลการปฏิบัติงาน และหน่วยงานตรวจสอบภายใน ได้ประสานความร่วมมือที่จะสื่อสารให้พนักงานทุกคนได้มีความรู้ความเข้าใจ และเห็นประโยชน์ที่พนักงานจะได้รับจากการปฏิบัติงานตามแนวทาง Integrated GRC 

 

ความเสี่ยงหลัก โอกาสในการดำเนินธุรกิจ และกลยุทธ์ในการจัดการความเสี่ยง

ในปี 2560 เอสซีจีได้ประเมินความเสี่ยงที่สำคัญโดยมีความสอดคล้องกับประเด็นด้านการพัฒนาอย่างยั่งยืน ดังนี้

ความเสี่ยงด้านความปลอดภัย สุขภาพ และสิ่งแวดล้อม

 1. ความเสี่ยงด้านความปลอดภัยและสุขภาพ

การดําเนินธุรกิจในประเทศที่สภาพแวดล้อมและมาตรฐานด้านความปลอดภัยและสุขภาพต่ำกว่ามาตรฐาน อาจก่อให้เกิดความเสี่ยงด้านความปลอดภัยและสุขภาพได้

  • นำระบบการจัดการด้านความปลอดภัยและสุขภาพ อาทิ ระบบมาตรฐานการจัดการอาชีวอนามัยและความปลอดภัย (OHSAS 18001) และระบบการตรวจประเมินประสิทธิผลด้านความปลอดภัย (Safety Performance Assessment Program) ไปสร้างมาตรฐานให้บริษัทของเอสซีจีในประเทศต่าง รวมถึงขยายแนวคิดนี้ออกไปยังคู่ธุรกิจ เพื่อให้ร่วมกันนําหลักการและแนวคิดการบริหารจัดการด้านความปลอดภัยไปปฏิบัติและขยายผลออกสู่สังคมในวงกว้าง
  • ในปี 2560 เอสซีจีบังคับใช้“9 กฎพิทักษ์ชีวิตกับพนักงานและคู่ธุรกิจ เพื่อให้เกิดความปลอดภัยในระหว่างการปฏิบัติงานและการใช้รถใช้ถนน รวมถึงเสริมสร้างความตระหนักรู้ และมีบทลงโทษสำหรับผู้ไม่ปฏิบัติตามเพื่อให้เกิดการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมจนกลายเป็นวัฒนธรรมความปลอดภัยทั่วทั้งองค์กร

เอสซีจีเชื่อว่าความปลอดภัยในการทำงานสามารถช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน ป้องกันการหยุดชะงักทางธุรกิจ และไม่ก่อให้เกิดต้นทุนที่ไม่จำเป็น รวมถึงส่งผลในเชิงบวกต่อภาพลักษณ์ขององค์กร สินค้าและบริการของบริษัท ที่เกิดจากความเชื่อมั่นของลูกค้า คู่ธุรกิจและผู้มีส่วนได้เสียอื่น

 2. ความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม

การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ภาวะโลกร้อน และวิกฤติการณ์น้ำท่วมน้ำแล้ง รวมถึงความเสี่ยงจากผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมอาจส่งผลต่อความต่อเนื่องในการดําเนินธุรกิจ ชื่อเสียงของบริษัท หรือต้นทุนที่เพิ่มขึ้นจากค่าชดเชยความเสียหายต่าง

  • เพิ่มปริมาณการใช้เชื้อเพลิงทดแทนและพลังงานทางเลือก เช่น ไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ การทดลองปลูกและใช้พืชพลังงาน เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก รวมถึงจัดทำโครงการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เช่น โครงการผลิตไฟฟ้าจากลมร้อนเหลือทิ้ง และ โครงการปรับปรุงประสิทธิภาพการเผาไหม้ในโรงงานกระเบื้องเซรามิก
  • พัฒนาสินค้าและบริการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม อาทิ ฉนวนกันความร้อน สเตย์คูล ที่สามารถป้องกันความร้อนได้ 7 เท่าและช่วยประหยัดพลังงานจากการใช้เครื่องปรับอากาศ และสารเคลือบเตาเผาอุตสาหกรรม emisspro® ที่ใช้ในกระบวนการผลิตเพื่อลดการใช้เชื้อเพลิงและการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
  • ปฏิบัติตามนโยบายการบริหารจัดการน้ำ (3R) อย่างเคร่งครัด ด้วยการลดการใช้น้ำ (Reduce) การบำบัดน้ำเสียและนำน้ำกลับมาใช้ซ้ำ (Reuse/Recycle) และการสร้างทดแทน (Replenish) รวมถึงประสานงานกับภาครัฐฯ เพื่อสนับสนุนโครงการป้องกันการขาดแคลนน้ำ
  • ดำเนินกิจกรรมเพื่อสังคมและสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง อาทิ การสร้างฝายชะลอน้ำตามแนวพระราชดำริ 70,000 ฝาย การส่งเสริมให้เกิดสถานีรักษ์น้ำศูนย์การเรียนรู้การบริหารจัดการน้ำชุมชน รวมถึงการประเมินผลกิจกรรมและโครงการทั้งในด้านสังคม สิ่งแวดล้อม และเศรษฐกิจ เพื่อให้ชุมชนและโรงงานสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างยั่งยืน

ความเสี่ยงด้านการปฏิบัติตามกฎ ระเบียบ ข้อบังคับ

 3. ความเสี่ยงจากผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงข้อบังคับ กฎหมาย และระเบียบวิธีปฏิบัติ

ความเสี่ยงที่เกิดจากการไม่ปฏิบัติตาม หรือปฏิบัติตามไม่ครบถ้วน อันเนื่องมาจากการเปลี่ยนแปลงข้อบังคับ กฎหมาย และระเบียบวิธีปฏิบัติ ที่อาจส่งผลกระทบต่อชื่อเสียงของบริษัท การลงโทษและค่าปรับ หรือเสียโอกาสทางธุรกิจ

  • กำหนดนโยบายการกำกับดูแลการปฏิบัติงาน และสื่อสารให้พนักงานเอสซีจีทุกคนปฏิบัติตาม
  • กำหนดให้มีการติดตามการเปลี่ยนแปลงนโยบายของภาครัฐ กฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ ในประเทศที่เอสซีจีดำเนินธุรกิจอย่างใกล้ชิด  รวมถึงสร้างเครือข่ายกับหน่วยงานภาครัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้องทั้งในและต่างประเทศ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการติดตามการเปลี่ยนแปลงกฏหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ
  • ติดตามการออกมาตรการป้องกันการถูกกัดกร่อนฐานภาษีและการโอนกำไรไปต่างประเทศ (Base Erosion and Profit Shifting หรือ BEPS) โดยองค์กรเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) เพื่อป้องกันความเสี่ยงด้านภาษีที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อชื่อเสียง และ การยอมรับให้ประกอบกิจการจากสังคมและชุมชนในประเทศนั้นๆ
  • ปรับปรุงจรรยาบรรณเอสซีจีให้สอดคล้องกับกฎหมายและระเบียบวิธีปฏิบัติที่เปลี่ยนแปลงอย่างสม่ำเสมอ รวมถึงการจัดทำแบบทดสอบ “Ethics e-testing” ในเรื่อง อุดมการณ์ 4 ของเอสซีจี นโยบายต่อต้านคอร์รัปชั่นของบริษัท และนโยบายด้านสิทธิมนุษยชน
  • สื่อสารเรื่องการบริหารจัดการความเสี่ยงและการควบคุมที่ดีตามแนวทางป้องกัน 3 ระดับ (Three Lines of Defense) ให้กับพนักงานทุกระดับ เพื่อป้องกันการไม่ปฏิบัติตามกฎ ระเบียบ ข้อบังคับ

ความเสี่ยงด้านชื่อเสียงและทรัพย์สินทางปัญญา

 4. ความเสี่ยงด้านชื่อเสียงจากสื่อสังคมออนไลน์ (Social Media)

สื่อสังคมออนไลน์กลายเป็นช่องทางการสื่อสารที่ผู้บริโภคนิยมใช้เพื่อสื่อสารและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับสินค้า บริการและองค์กร ในกรณีที่ตกเป็นข่าวเชิงลบ เนื้อหาดังกล่าวสามารถแพร่กระจายได้อย่างรวดเร็วในวงกว้างและอาจส่งผลกระทบต่อชื่อเสียงของบริษัท

  • จัดให้มีคณะทำงานเพื่อติดตามดูแลเหตุการณ์ที่เป็นความเสี่ยงต่อชื่อเสียงและภาพลักษณ์บนสื่อสังคมออนไลน์ มีระบบการสื่อสารทั้งในสถานการณ์ปกติและในภาวะวิกฤติ รวมทั้งมีการซ้อมเพื่อรับมือกับวิกฤติที่อาจจะเกิดขึ้นได้อย่างทันท่วงที
  • นำเทคโนโลยีดิจิทัลมาวิเคราะห์ความคิดเห็นของลูกค้าและผู้มีส่วนได้เสียกลุ่มต่าง ต่อสินค้า บริการ และการดำเนินธุรกิจของเอสซีจี เพื่อประเมินความเคลื่อนไหว ความพึงพอใจ และความคาดหวังของลูกค้าและผู้มีส่วนได้เสียในเชิงรุก

 5. ความเสี่ยงด้านทรัพย์สินทางปัญญา 

เอสซีจีให้ความสำคัญต่อการพัฒนาสินค้าและบริการที่มีมูลค่าเพิ่ม (HVA) อย่างต่อเนื่องเพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันและยกระดับอุตสาหกรรม การจัดการทรัพย์สินทางปัญญาจึงมีความสำคัญในการลดความเสี่ยงจากการถูกละเมิดตราสินค้าและนวัตกรรมต่าง ของเอสซีจี

  • มีหน่วยงานและระบบการบริหารจัดการทรัพย์สินทางปัญญาทั้งในระดับเอสซีจีและระดับกลุ่มธุรกิจ เพื่อป้องกันการละเมิด และการถูกละเมิด รวมถึงการจัดฝึกอบรมพนักงานให้มีความรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับแนวปฏิบัติด้านทรัพย์สินทางปัญญา

จากความมุ่งมั่นในการนำการบริหารจัดการทรัพย์สินทางปัญญามาเป็นกลยุทธ์ในการดำเนินธุรกิจตลอดหลายปีเอสซีจีได้รับรางวัล “Asia IP Elite 2017” ต่อเนื่องเป็นปีที่ 4 ในงานประชุม IP Business Congress Asia 2017 จัดโดยนิตยสาร Intellectual Asset Management รางวัลดังกล่าวสะท้อนความสำเร็จในการบริหารจัดการทรัพย์สินทางปัญญา และระบบที่ครอบคลุมการสร้าง (IP Creation) การคุ้มครอง (IP Protection) และการสร้างมูลค่าทางธุรกิจ (IP Commercialization) รวมถึงการวางแผนด้านทรัพย์สินทางปัญญาตั้งแต่เริ่มทำวิจัยและพัฒนา เพื่อสร้างสรรค์นวัตกรรม ผลิตภัณฑ์และบริการที่ตอบโจทย์ผู้บริโภค

ความเสี่ยงจากเหตุการณ์รุนแรง

6. ความขัดแย้งระหว่างภูมิภาค (Geopolitical risk)

ในหลายปีที่ผ่านมาความเสี่ยงด้านการเมืองและความขัดแย้งระหว่างภูมิภาคทวีความรุนแรงมากขึ้น ส่งผลต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและความปลอดภัยในการทำธุรกิจระหว่างประเทศ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อความต่อเนื่องทางธุรกิจของเอสซีจี

  • ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและสร้างเครือข่ายกับผู้เชี่ยวชาญด้านความขัดแย้งระหว่างภูมิภาคทั้งในประเทศและต่างประเทศ เพื่อให้ได้ข้อมูลที่ทันเหตุการณ์สำหรับเตรียมแผนจัดการความเสี่ยงและความต่อเนื่องทางธุรกิจ 
  • จัดทำการวิเคราะห์สถานการณ์สำหรับเหตุการณ์ที่คาดว่าจะส่งผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจของเอสซีจี เพื่อเตรียมแผนรองรับผลกระทบที่จะเกิดขึ้นได้อย่างเหมาะสม 
  • หน่วยงาน Business Continuity Management (BCM) ในระดับเอสซีจีและระดับกลุ่มธุรกิจทําหน้าที่ในการติดตาม ประเมิน และสื่อสารข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับสถานการณ์และแจ้งเตือนไปยังผู้ที่อาจได้รับผลกระทบเพื่อเตรียมความพร้อมตามแผนความต่อเนื่องทางธุรกิจ

ความเสี่ยงด้านต้นทุนการผลิต

 7. การขาดแคลนแรงงานและค่าแรงที่เพิ่มขึ้น

โลกของเรารวมถึงประเทศไทยกําลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุส่งผลให้จํานวนประชากรในวัยทํางานเริ่มลดลง นอกจากนี้ยังมีปัญหาความไม่สมดุลของตลาดแรงงานในกลุ่มประเทศอาเซียน ที่ส่งผลให้เกิดการแย่งชิงแรงงานในบางพื้นที่และโครงสร้างค่าจ้างในบางประเทศที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างมาก

  • สร้างความสัมพันธ์อันดีกับมหาวิทยาลัยและหน่วยงานต่าง ในอาเซียนอย่างต่อเนื่อง เพื่อรับนักศึกษาเก่งและดีเข้าฝึกงานและทํางาน
  • สานต่อโครงการสานพลังประชารัฐ ยกระดับคุณภาพวิชาชีพอาชีวศึกษาผ่านโครงการสถานศึกษาต้นแบบทวิภาคีสานพลังประชารัฐที่ผู้เรียนจะได้เรียนรู้การทำงานจริงในสถานประกอบการ การใช้ทักษะภาษาอังกฤษในการทำงาน ตลอดจนวัฒนธรรมความปลอดภัยในการทำงาน
  • นำเทคโนโลยีเครื่องจักรอัตโนมัติ และหุ่นยนต์ มาใช้ในกระบวนการผลิตเพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของเอสซีจี รองรับสภาวะขาดแคลนแรงงานในอนาคต อาทิ การสร้างหุ่นยนต์เพื่อใช้ตรวจสอบ ซ่อมแซม ในพื้นที่อันตราย รวมถึงการพัฒนาหุ่นยนต์บินสำรวจสำหรับการบินสำรวจในโรงงานปิโตรเคมี โดยหุ่นยนต์ดังกล่าวสามารถพัฒนาเป็นการให้บริการกับลูกค้าอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ภายนอกได้

 8. ความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาเชื้อเพลิงและวัตถุดิบหลัก

ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกมีแนวโน้มปรับตัวเพิ่มขึ้น เนื่องจากการปรับลดกำลังการผลิตของกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน (OPEC) และกลุ่มนอกโอเปก (Non-OPEC) ทำให้อุปทานตึงตัวมากขึ้น ส่งผลให้ราคาพลังงานและสินค้าโภคภัณฑ์ อาทิ ราคาแนฟทา ราคานํ้ามันเตา มีแนวโน้มปรับตัวเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ ถ่านหิน ซึ่งเป็นเชื้อเพลิงหลักของธุรกิจเอสซีจี ซิเมนต์ผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง และเอสซีจี แพคเกจจิ้ง มีแนวโน้มราคาสูงขึ้นเนื่องจากปริมาณการผลิตที่ลดลงจากนโยบายการควบคุมการทำเหมืองถ่านหินในประเทศจีน 

  • คณะกรรมการ Commodity Price Risk Management ได้มีการปรับกลยุทธ์การบริหารความเสี่ยงให้เหมาะสมกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนไป อาทิ ใช้วิธีปิดความเสี่ยง (Hedging) เพื่อลดความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาสินค้าโภคภัณฑ์และเพื่อบริหารต้นทุนให้สามารถแข่งขันได้
  • เพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานทดแทน เช่น ไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ ขยะมูลฝอย และชีวมวล เพื่อลดความเสี่ยงจากการปรับตัวเพิ่มขึ้นของราคาพลังงาน
  • พัฒนาสินค้าที่มีมูลค่าเพิ่มสูง (HVA) อาทิ เม็ดพลาสติกสำหรับวงการแพทย์และอุตสาหกรรมยานยนต์ ที่สามารถเพิ่มยอดขายและทำกำไรเพิ่มขึ้นเพื่อลดความเสี่ยงจากความผันผวนของต้นทุนวัตถุดิบ

ความเสี่ยงจากการดำเนินงาน

 9. ความเสี่ยงด้านกระบวนการจัดการห่วงโซ่อุปทาน

เอสซีจีพิจารณาปัจจัยเสี่ยงตลอดสายห่วงโซ่อุปทาน โดยเริ่มตั้งแต่กระบวนการจัดหาวัตถุดิบ วัสดุและอุปกรณ์ที่ใช้ในการผลิต การขนส่ง ไปจนถึงการขายและการจัดส่งสินค้าและบริการ เพื่อป้องกันผลกระทบต่อความไว้วางใจของลูกค้าและผู้มีส่วนได้เสียที่อาจส่งผลกระทบต่อการดําเนินธุรกิจ

  • จัดทำจรรยาบรรณคู่ธุรกิจเอสซีจีเพื่อยกระดับการปฏิบัติงานของคู่ธุรกิจ และให้คู่ธุรกิจลงนามปฏิบัติตามจรรยาบรรณคู่ธุรกิจ เพื่อประโยชน์ร่วมกันระหว่างเอสซีจีและคู่ธุรกิจ
  • วิเคราะห์การใช้จ่ายเพื่อประเมินความเสี่ยงและผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจของเอสซีจีในมิติต่าง ทั้ง เศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม สังคม และนำมาจัดกลุ่มคู่ธุรกิจเพื่อใช้กำหนดกลยุทธ์และเพื่อวางแผนพัฒนาคู่ธุรกิจ อาทิ โครงการพัฒนาคู่ธุรกิจสู่ความยั่งยืน โครงการ Greening the Supply Chain และ โครงการอบรมพัฒนาศักยภาพคู่ธุรกิจ
  • คัดกรองคู่ธุรกิจรายใหม่ ทบทวนทะเบียนผู้ขาย และตรวจประเมินคู่ธุรกิจ ทั้งแบบ Onsite Audit และ Off Site Audit โดยพิจารณาการจากคุณภาพสินค้าและบริการ การดำเนินงานด้านเศรษฐกิจ ด้านการกำกับดูแล ด้านสังคม และด้านสิ่งแวดล้อม

10. ความเสี่ยงเกี่ยวกับการบริหารทรัพยากรบุคคลเพื่อรองรับการเติบโตในอนาคต

การขยายธุรกิจของเอสซีจีทั้งในไทยและในภูมิภาคอาเซียน ส่งผลต่อความหลากหลายของพนักงานที่เพิ่มขึ้นและการพัฒนาขีดความสามารถของทรัพยากรบุคคลเพื่อให้มีความรู้ความสามารถในการทำงาน เอสซีจีจึงได้ปรับปรุงระบบบริหารทรัพยากรบุคคลให้สอดคล้องกับกลยุทธ์ทางธุรกิจอย่างต่อเนื่อง

  • สื่อสารนโยบายและข้อปฏิบัติด้านสิทธิมนุษยชนแก่พนักงานและผู้เกี่ยวข้องในการดำเนินธุรกิจ เพื่อให้เกิดความเข้าใจและการปฏิบัติต่อกันอย่างเท่าเทียมและการดำเนินธุรกิจอย่างเป็นธรรม
  • ประเมินความเสี่ยงด้านแรงงานและสิทธิมนุษยชน ในทุกกลุ่มธุรกิจ ซึ่งในปี 2560 เอสซีจีได้กำหนดแผน และดำเนินการป้องกันประเด็นความเสี่ยงที่เกิดขึ้นอย่างครบถ้วน
  • สร้างวัฒนธรรมการเรียนรู้และการโค้ช ตามแนวคิด 70:20:10 โดยเน้นการเรียนรู้จากประสบการณ์จริง จากการลงมือทำและศึกษาจากข้อผิดพลาด โดยมีผู้บังคับบัญชาเป็นผู้ให้คำแนะนำ เพื่อให้ผู้ใต้บังคับบัญชาปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงการพัฒนาความรู้ทางด้านธุรกิจให้แก่พนักงานในแต่ละระดับ เสริมด้วยหลักสูตรพัฒนาทักษะด้านภาวะความเป็นผู้นําและการทํางานเป็นทีม
  • พัฒนาพนักงานทุกคนตามความสามารถ (Competency) ที่ครอบคลุมเรื่องงานในหน้าที่ ความรู้ด้านธุรกิจ ตลอดจนการบริหารจัดการ ตามความเหมาะสมของหน้าที่และความรับผิดชอบอย่างเพียงพอและต่อเนื่องเพื่อสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันทางธุรกิจในระยะยาว

จากการให้ความสำคัญในการดูแลพนักงานอย่างเป็นธรรม การพัฒนาความรู้ความสามารถของพนักงาน และการสร้างความผูกพันของพนักงานต่อองค์กรอย่างต่อเนื่อง ในปี 2560 ผลการสำรวจของบริษัท จัดหางาน จ๊อบส์ ดีบี (ประเทศไทย) จำกัด เอสซีจีเป็นหนึ่งในบริษัทที่มีผู้ต้องการเข้าทำงานมากที่สุดในประเทศไทยส่งผลให้เอสซีจีสามารถดึงดูดคนที่มีความรู้ความสามารถเข้ามาร่วมงานได้

ความเสี่ยงจากสภาพแวดล้อมทางธุรกิจ

11. ความเสี่ยงด้านความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน

ตลอดปี 2560 ค่าเงินบาทมีแนวโน้มแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา อย่างไรก็ตามในปี 2561 ค่าเงินบาทยังคงมีความผันผวนสูงจากความไม่แน่นอนต่าง อาทิ ผลกระทบจากนโยบายการเงินของประเทศมหาอำนาจ แนวโน้มอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลาง มาตรการในการกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศสหรัฐอเมริกา และความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์

  • คณะกรรมการการเงินเอสซีจีเป็นผู้พิจารณาและตัดสินใจใช้เครื่องมือทางการเงินให้เหมาะสมตามสถานการณ์ รวมถึงมีมาตรการในการบริหารรายได้กับรายจ่ายที่เป็นเงินตราต่างประเทศให้สอดคล้องกัน (Natural Hedge) และตกลงกับคู่ค้าเพื่อรับหรือจ่ายเงินตราต่างประเทศตามสกุลเงินของท้องถิ่นในระดับที่เหมาะสม และมีการพิจารณาการป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนสำหรับโครงการลงทุนตามความเหมาะสม
  • ปรับกลยุทธ์จากการขายสินค้าโดยพิจารณาประเทศคู่ค้าจากความได้เปรียบทางการค้าที่มาจากอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ

12. ความเสี่ยงด้านการเติบโตทางเศรษฐกิจและการแข่งขันในภูมิภาคอาเซียน

เศรษฐกิจโลกมีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้นในปี 2561 จากปัจจัยพื้นฐานทั้งจากภาคตลาดแรงงานที่แข็งแกร่งและการค้าโลกที่ขยายตัวต่อเนื่อง อย่างไรก็ตามยังคงมีปัจจัยเสี่ยงที่มาจากการดำเนินนโยบายด้านเศรษฐกิจและการเมืองของประเทศมหาอำนาจ อาทิ ความไม่แน่นอนทางการเมืองในยุโรป นโยบายการเงินของประเทศสหรัฐอเมริกา และยุโรปที่มีแนวโน้มตึงตัวมากขึ้น ทิศทางและแนวนโยบายด้านการค้าระหว่างประเทศจากประธานาธิบดีของประเทศสหรัฐอเมริกา ปัญหาหนี้เสียและการชะลอตัวทางเศรษฐกิจของประเทศจีน รวมถึงปัญหาความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ในคาบสมุทรเกาหลีและตะวันออกกลางที่อาจก่อให้เกิดสงคราม โดยปัจจัยเหล่านี้อาจส่งผลทั้งทางตรงและทางอ้อมต่อเศรษฐกิจของภูมิภาคอาเซียน นอกจากนี้ ยังมีประเด็นความเสี่ยงจากคู่แข่งรายใหม่ทั้งรายเล็กและรายใหญ่ที่เพิ่มมากขึ้นในประเทศที่เอสซีจีดำเนินธุรกิจ

  • จัดตั้ง Country Business Support Office ในแต่ละประเทศที่เอสซีจีไปลงทุน เพื่อติดตามสถานการณ์ต่าง อย่างใกล้ชิด และจัดทํารายงานสถานการณ์ความเสี่ยงในประเทศยุทธศาสตร์ทุกไตรมาสต่อผู้บริหารและคณะกรรมการตวจสอบเพื่อใช้เป็นส่วนหนึ่งในการบริหารความเสี่ยง และใช้ในการบริหารจัดการการลงทุนขององค์กร (Portfolio Management) รวมถึงวิเคราะห์สถานการณ์ (Scenario Analysis) และการวิเคราะห์ความอ่อนไหว (Sensitivity Analysis) เพื่อประเมินผลกระทบจากเหตุการณ์เสี่ยง
  • พัฒนาสินค้าใหม่หรือสินค้าและบริการที่มีมูลค่าเพิ่มสูงอย่างต่อเนื่องเพื่อตอบสนองความต้องการเฉพาะกลุ่ม เพิ่มการส่งออกไปยังประเทศทั้งในและนอกอาเซียนเพื่อทดแทนเศรษฐกิจในประเทศที่ชะลอตัว  รวมถึงการแสวงหาโอกาสในต่างประเทศสำหรับขยายการลงทุนในอนาคต

ความเสี่ยงที่เกิดขึ้นใหม่ (Emerging Risk)

 1. ความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีดิจิทัล (Digital Transformation)

เทคโนโลยีดิจิทัลได้เข้ามามีบทบาทอย่างมากในการดำเนินชีวิตประจำวันและการทำธุรกิจ อาทิ การนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ในการให้บริการขนส่ง การทำการตลาดและการจำหน่ายสินค้าออนไลน์ ซึ่งในระยะยาวการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวเป็นความเสี่ยงที่อาจส่งผลต่อรูปแบบการดำเนินธุรกิจและช่องทางการจัดจำหน่ายแบบเดิมจนทำให้เอสซีจีสูญเสียความสามารถในการแข่งขัน รวมทั้งอาจเป็นโอกาสในการสร้างธุรกิจใหม่ ที่สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับองค์กร ดังนั้นเอสซีจีได้กำหนดให้มีการติดตามและวิเคราะห์แนวโน้มการเปลี่ยนแปลงด้านเทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อนำมาพัฒนาการทำงาน ปรับปรุงและสร้างสรรค์ธุรกิจใหม่ เพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน อาทิ การนำเทคโนโลยีข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) มาใช้วิเคราะห์ความต้องการและพฤติกรรมของลูกค้า การทำกลยุทธ์การตลาดแบบเชื่อมโยงช่องทางจัดจำหน่าย การนำเทคโนโลยีเครื่องจักรอัตโนมัติ และหุ่นยนต์ มาใช้ในกระบวนการผลิต ในปี 2560 เอสซีจีได้จัดตั้ง Addventure บริษัทร่วมลงทุนในเทคโนโลยีสตาร์ทอัพ เพื่อหาสิ่งที่จะตอบสนองความต้องการของลูกค้าและเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานจากการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล ผ่านการสนับสนุนธุรกิจสตาร์ทอัพ ทั้งไทยและต่างประเทศที่ทำธุรกิจเกี่ยวกับโรงงานอุตสาหกรรม หุ่นยนต์ การประหยัดพลังงาน พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ การจัดการสินค้าและการขนส่ง  เป็นต้น

 2. ความเสี่ยงจากภัยคุกคามทางไซเบอร์

การเปลี่ยนแปลงรูปแบบการดำเนินธุรกิจและวิธีการทำงานที่พึ่งพิงเทคโนโลยีดิจิทัลมากขึ้น การนำระบบอัตโนมัติมาใช้ในโรงงานและกระบวนการผลิตเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต รวมถึงแนวโน้มการเชื่อมโยงข้อมูลของอุปกรณ์และส่วนงานต่างๆในโรงงานอุตสาหกรรมผ่านอินเตอร์เนท ส่งผลให้การดำเนินธุรกิจมีความเสี่ยงต่อภัยคุกคามทางไซเบอร์มากขึ้น อาทิ การถูกโจรกรรมข้อมูลการพัฒนาสินค้าและผลิตภัณฑ์ ข้อมูลทางการค้า และข้อมูลส่วนตัวของพนักงาน ซึ่งอาจส่งผลกระทบทางการเงิน ชื่อเสียงของตราสินค้า และความน่าเชื่อถือของบริษัท ด้วยเหตุนี้เอสซีจีได้กำหนดนโยบายการใช้งานเทคโนโลยีสารสนเทศ (SCG e-Policy 2017) และ แผนความปลอดภัยทางไซเบอร์ที่ครอบคลุมการใช้งานและการป้องกันภัยคุกคามทางไซเบอร์ที่สำคัญสำหรับบริษัทของเอสซีจีทั้งในและต่างประเทศ เช่น การจำแนกชั้นความลับและการจัดการข้อมูล แนวทางการใช้สื่อสังคมออนไลน์ที่ถูกวิธีและระเบียบการใช้งานเทคโนโลยีสารสนเทศสำหรับพนักงานที่ปฏิบัติงานเกี่ยวข้องกับทรัพยากรบุคคล รวมถึงส่งเสริมให้มีการสร้างความตระหนักรู้ในใช้เทคโนโลยีให้กับพนักงานอย่างต่อเนื่องผ่านการจัดอบรมและกิจกรรมต่างๆ เพื่อให้พนักงานมีความรู้ความเข้าใจในการใช้งานเทคโนโลยีอย่างถูกต้องและมีความปลอดภัยจากการถูกคุกคามทางไซเบอร์

 3. ความเสี่ยงจากต้นทุนพลังงานในประเทศไทยที่มีแนวโน้มสูงขึ้น

พลังงานเป็นปัจจัยการผลิตที่สำคัญต่อการดำเนินธุรกิจของเอสซีจี อย่างไรก็ตาม มีการคาดการณ์ว่าแหล่งพลังงานในประเทศไทยจะลดลงในระยะยาว แต่ความต้องการใช้พลังงานมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น จะส่งผลกระทบให้ราคาพลังงานและค่าไฟของประเทศเพิ่มสูงขึ้น และส่งผลกระทบต่อต้นทุนพลังงานของเอสซีจี ดังนั้นเอสซีจีได้กำหนดให้มีคณะกรรมการพลังงานทำหน้าที่ในการกำหนดนโยบายพลังงาน ติดตามผลของการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน มีคณะทำงานสำรวจและหาแหล่งเชื้อเพลิงหลักและเชื้อเพลิงทางเลือกที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม สนับสนุนให้มีการเลือกใช้เทคโนโลยีที่ช่วยให้สามารถเพิ่มการใช้เชื้อเพลิงที่ต้นทุนต่ำแต่ยังไม่มีการนำไปใช้งานอย่างแพร่หลายหรือการผลิตไฟฟ้าเพื่อใช้เองจากของเหลือทิ้งในกระบวนการผลิต ตลอดจนพัฒนาสินค้าที่ใช้พลังงานในการผลิตต่อหน่วยลดลงหรือช่วยลดการใช้พลังงานของผู้ใช้เมื่อนำไปใช้งาน เป็นต้น

 4. ความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ภัยธรรมชาติ สู่การควบคุมการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดจากการสะสมของก๊าซเรือนกระจกและภัยธรรมชาติที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งและรุนแรงยิ่งขึ้น รวมถึงการกำกับดูแลและการออกกฎหมายเพื่อควบคุมการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ได้กลายเป็นความเสี่ยงที่ทั่วโลกและผู้มีส่วนได้เสียทุกภาคส่วนให้ความสำคัญและอาจกลายเป็นความเสี่ยงต่อชื่อเสียงของบริษัท ทั้งนี้ประเทศไทยได้เข้าร่วมให้สัตยาบันความตกลงกรุงปารีส (Paris Agreement) ไปเมื่อปี 2558 เพื่อยับยั้งภาวะโลกร้อนตามกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพื่อรักษาการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิเฉลี่ยของโลกให้ต่ำกว่า 2 องศาเซลเซียส ด้วยเหตุนี้ เอสซีจีได้กำหนดมาตรการเพื่อลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก อาทิ การเพิ่มสัดส่วนพลังงานทดแทน การทดลองปลูกและใช้พืชพลังงาน การนำลมร้อนเหลือทิ้งจากกระบวนการผลิตมาใช้ในกระบวนการผลิตไฟฟ้า ตลอดจนการพัฒนาสินค้าและบริการที่ลดการใช้พลังงานและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก อาทิ หลังคาเอสซีจีที่ได้รับฉลากประหยัดพลังงานประสิทธิภาพสูงจากกระทรวงพลังงาน ระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคาบ้าน และการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานจากแสงอาทิตย์เพื่อใช้ในโรงงานของเอสซีจีทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ ทั้งนี้ได้เอสซีจีได้พิจารณาให้มีการจัดตั้งคณะทำงานเพื่อศึกษาผลกระทบที่เป็นตัวเงินของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รวมถึงสร้างความตระหนักรู้ให้กับพนักงานถึงความสำคัญของการอนุรักษ์พลังงาน การใช้พลังงานสะอาดและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม