จากอุณหภูมิโลกที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่องและปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดขึ้นทั่วโลก การดำเนินงานด้านการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (mitigation) เพียงด้านเดียวจึงยังไม่เพียงพอที่จะลดผลกระทบจากภัยธรรมชาติที่รุนแรงขึ้น แต่ต้องดำเนินการควบคู่กับด้านการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (adaptation) พร้อมทั้งฟื้นฟู ลดผลกระทบและลดการพึ่งพาทรัพยากรธรรมชาติ ควบคู่ไปกับการฟื้นฟูและเสริมสร้างความสมบูรณ์ของธรรมชาติอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการสร้างคุณค่าทางเศรษฐกิจและสังคมอย่างสมดุล และสนับสนุนเป้าหมาย Net Zero ผ่านการเพิ่มศักยภาพแหล่งดูดซับคาร์บอนตามธรรมชาติ

การลดความเสี่ยงด้านทรัพยากรตลอดห่วงโซ่คุณค่า และการขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำด้วยแนวทางเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) อย่างเป็นระบบและยั่งยืน

จากเป้าหมายของโลกในการหยุดยั้งการสูญเสียของธรรมชาติในปี 2573 และฟื้นฟูระบบนิเวศอย่างสมบูรณ์ภายในปี 2593 เอสซีจีตระหนักถึงความสำคัญของทรัพยากรธรรมชาติและเป้าหมายดังกล่าวจึงได้นำกรอบ Global Biodiversity Framework (GBF)

และ Taskforce on Nature-related Financial Disclosures (TNFD) โดยเฉพาะ LEAP Approach มาใช้เป็นเครื่องมือหลักในการประเมินโดยพิจารณาทั้งด้านการพึ่งพา (Dependency) และด้านผลกระทบ (Impact) รวมถึงการบริหารจัดการและเปิดเผยข้อมูลด้านธรรมชาติอย่างเป็นระบบโดยมุ่งเน้นในมิติที่มีนัยสำคัญ ได้แก่ การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ การใช้ทรัพยากรอย่างมีคุณค่าตามหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน ความหลากหลายทางชีวภาพ และคุณภาพอากาศ ในพื้นที่ที่มีความสำคัญต่อห่วงโซ่คุณค่า โดยร่วมมือกับภาครัฐ ภาคเอกชน สถาบันการศึกษา ชุมชนท้องถิ่นโดยรอบ และผู้มีส่วนได้เสียผ่านความร่วมมือแบบ Public–Private–People Partnership (PPPP)

ด้านการบริหารจัดการน้ำ เอสซีจีตระหนักถึงความสำคัญของทรัพยากรน้ำ โดยมุ่งเน้นเพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำ การนำน้ำกลับมาใช้ใหม่และคืนน้ำสู่ระบบนิเวศ พร้อมทั้งฟื้นฟูและเสริมความมั่นคงของทรัพยากรน้ำให้กับแหล่งน้ำและชุมชนรอบพื้นที่ปฏิบัติการ เพื่อรักษาสมดุลทรัพยากรน้ำและลดความเสี่ยงจากการขาดแคลนน้ำในระยะยาว

ด้านเศรษฐกิจหมุนเวียนและการจัดการของเสีย ลดการพึ่งพาทรัพยากรใหม่ โดยเพิ่มสัดส่วนการใช้วัสดุรีไซเคิลต่อวัตถุดิบทั้งหมด และยกระดับประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากร ควบคู่กับการลดของเสียตั้งแต่ต้นทางและส่งเสริมการนำทรัพยากรกลับมาใช้ใหม่อย่างเป็นระบบ เพื่อสร้างคุณค่าอย่างยั่งยืน

ด้านความหลากหลายทางชีวภาพ สร้างผลกระทบเชิงบวกสุทธิ (Net Positive Impact) ในพื้นที่ต้นแบบ เพิ่มความสมบูรณ์ของระบบนิเวศทั้งในพื้นที่ปฏิบัติการและพื้นที่ที่มีความสำคัญต่อห่วงโซ่คุณค่า

ด้านคุณภาพอากาศ นำเทคโนโลยีที่เหมาะสมมาใช้ในการลดและควบคุมการปล่อยมลพิษ พร้อมทั้งตรวจติดตาม ประเมินผล และปรับปรุงคุณภาพอากาศในพื้นที่ปฏิบัติการอย่างต่อเนื่องควบคู่กับการสร้างความร่วมมือกับชุมชนและผู้มีส่วนได้เสีย เพื่อร่วมกันจัดการประเด็นด้านคุณภาพอากาศอย่างเป็นระบบและยั่งยืน

กลยุทธ์ในการดำเนินงาน

StrategyKey Actions
1) การบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืน






• เพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำในกระบวนการผลิต
• ขยายการใช้น้ำหมุนเวียนและระบบน้ำหมุนเวียนแบบปิด
• ฟื้นฟูคุณภาพน้ำและคืนน้ำสู่ธรรมชาติและชุมชนในปริมาณและคุณภาพที่ดีกว่าการใช้งาน
• บริหารจัดการน้ำร่วมกับชุมชนในพื้นที่เสี่ยง เพื่อเสริมสร้าง Water Stewardship และความต่อเนื่องทางธุรกิจ
2) ด้านเศรษฐกิจหมุนเวียนและการจัดการของเสีย


• ออกแบบผลิตภัณฑ์และกระบวนการผลิตเพื่อลดการสูญเสียวัสดุตั้งแต่ต้นทาง
• เพิ่มสัดส่วนการใช้วัสดุรีไซเคิลและวัตถุดิบทางเลือกที่กระทบต่อระบบนิเวศต่ำ
• นำของเสียกลับมาใช้เป็นวัตถุดิบหรือเชื้อเพลิงทดแทน (Industrial Symbiosis)
• ร่วมมือพัฒนาระบบรีไซเคิลแบบ Closed-loop ทั้งเชิง
กลและเชิงเคมี
• พัฒนาผลิตภัณฑ์และโซลูชันที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมตลอดวงจรชีวิต
3) การลดผลกระทบและฟื้นฟูความหลากหลายทางชีวภาพ• ใช้ Mitigation Hierarchy: Avoid – Minimize – Restore – Offset ในการจัดการผลกระทบต่อความหลากหลายทางชีวภาพ
• พัฒนากระบวนการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เช่น มีการจัดการสวนป่าอย่างยั่งยืนตามมาตรฐาน FSCTM – Forest Stewardship Council™ มีการทำเหมืองแบบ Semi-Open Cut พร้อมจัดทำแผนการฟื้นฟูเหมือง และแผนการจัดการความหลากหลายทางชีวภาพ
• อนุรักษ์และฟื้นฟูระบบนิเวศทางบกและทะเล เช่น ปลูกป่า สร้างฝาย ปลูกป่าชายเลน ฟื้นฟูแนวปะการัง ผ่านความร่วมมือกับผู้เชี่ยวชาญและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
4) การบริหารจัดการคุณภาพอากาศ• ลดปริมาณฝุ่นที่ปล่อยออกสู่ภายนอก
• สร้างความร่วมมือร่วมกับชุมชน และผู้มีส่วนได้เสียในการลดผลกระทบด้านคุณภาพอากาศ

ผลการดำเนินงาน

1. การบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืน

เอสซีจีตระหนักถึงคุณค่าของทรัพยากรน้ำ จึงยกระดับการบริหารจัดการด้วยแนวทางที่เน้นการทำงานร่วมกับชุมชน การดูแลรักษาระบบนิเวศทั้งลุ่มน้ำ และการสร้างความมั่นคงด้านน้ำอย่างยั่งยืน โดย

นำเทคโนโลยี เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำและการนำน้ำหมุนเวียนมาใช้

ในปี 2568 มีโครงการที่สำคัญ ได้แก่ โครงการขยายค่าขีดจำกัดของคลอไรด์ในน้ำหมุนเวียนระบบหล่อเย็น ของบริษัท

มาบตาพุดโอเลฟินส์ จำกัด สามารถลดการดึงน้ำจากภายนอกได้กว่า 250,000 ลูกบาศก์เมตร และคาดว่าจะลดได้ถึง 400,000 ลูกบาศก์เมตรต่อปี หากดำเนินการเต็มปี ในด้านการลงทุน SCGC ขับเคลื่อนแนวคิด Eco-efficiency ผ่านการปรับปรุงระบบหล่อเย็น เพิ่มการหมุนเวียนน้ำ และลงทุนในเทคโนโลยีขั้นสูง เช่น Reverse Osmosis และระบบบำบัดน้ำรีไซเคิล เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุนพลังงาน และสร้างผลลัพธ์ที่ยั่งยืน อีกทั้งยังสร้างความร่วมมือกับพันธมิตรระดับโลกอย่าง Ecolab เพื่อ

นำเทคโนโลยีและองค์ความรู้ทันสมัยมาประยุกต์ใช้กับกระบวนการผลิตจริง ความร่วมมือดังกล่าวช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำ

ลดความเสี่ยง และเสริมความยืดหยุ่นในการรับมือกับความไม่แน่นอนของทรัพยากรน้ำ ส่งผลให้ในปี 2568 SCGC สามารถลดการใช้น้ำจากแหล่งธรรมชาติได้กว่า 300,000 ลูกบาศก์เมตร

เอสซีจีให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำอย่างเป็นระบบ ท่ามกลางความเสี่ยงจากภาวะภัยแล้งที่รุนแรงขึ้นอันเป็นผลจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และนโยบายภาครัฐด้านการจัดการน้ำที่อาจส่งผลต่อต้นทุนการผลิตและความสัมพันธ์กับชุมชน โดยเฉพาะในพื้นที่อุตสาหกรรมสำคัญ เช่น ภาคตะวันออกของประเทศไทย

เอสซีจีได้บูรณาการกรอบ TNFD LEAP (Locate–Evaluate–Assess–Prepare) เข้ากับกระบวนการบริหารความเสี่ยงในทุกระดับ เพื่อประเมินและจัดการความเสี่ยงและโอกาสที่เกี่ยวข้องกับน้ำ ลดการพึ่งพาทรัพยากรน้ำจากธรรมชาติ (dependency) ลดผลกระทบต่อระบบนิเวศ (impact) และเสริมสร้างความยืดหยุ่นทางธุรกิจในระยะยาว ควบคู่กับการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำ การนำน้ำกลับมาใช้หมุนเวียน การฟื้นฟูแหล่งน้ำ และการสนับสนุนการเข้าถึงน้ำสะอาดของชุมชน ภายใต้หลักการว่าน้ำเป็นทรัพยากรร่วมของทุกคน

ทั้งนี้ เอสซีจีมีความมุ่งมั่นในระยะยาวที่จะก้าวสู่การเป็นองค์กร Water Positive โดยใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพและคืนปริมาณน้ำกลับสู่ธรรมชาติและระบบนิเวศให้มากกว่าที่ใช้จริง

ร่วมมือเพื่อความมั่นคงในพื้นที่ EEC

ในเขตระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) เอสซีจีได้ขยายบทบาทจากการจัดการน้ำภายในองค์กรสู่การสร้างคุณค่าในระดับภูมิภาคอย่างเป็นรูปธรรม ผ่านความร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และชุมชน ในการจัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการน้ำภาคตะวันออก เพื่อดูแลการบริหารจัดการน้ำในจังหวัดฉะเชิงเทรา ชลบุรี และระยอง หนึ่งในมาตรการสำคัญคือการสูบผันน้ำล่วงหน้าผ่านโครงข่าย Eastern Water Grid เติมน้ำลงสู่อ่างเก็บน้ำก่อนฤดูแล้งปี 2569 ทำให้หลายอ่างเก็บน้ำมีระดับน้ำใกล้เต็มความจุ สร้างความมั่นใจให้ทั้งภาคอุตสาหกรรมและชุมชนว่าจะมีน้ำเพียงพอ นอกจากนี้เอสซีจียังมีบทบาทเชิงรุกในการเข้าร่วมคณะกรรมการลุ่มน้ำชายฝั่งทะเลตะวันออก เพื่อร่วมกำหนดทิศทางการบริหารจัดการน้ำของภูมิภาคในระยะยาว ผ่านการแบ่งปันข้อมูล เทคโนโลยี และประสบการณ์จากการจัดการภายในองค์กร เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงด้านน้ำอย่างยั่งยืน

สร้างต้นแบบการจัดการน้ำชุมชน

นอกจากการดูแลในโรงงานแล้ว เอสซีจียังขยายการทำงานสู่ระดับชุมชน ผ่านโครงการจัดการน้ำชุมชนอย่างยั่งยืน จังหวัดสระบุรี ในอำเภอมวกเหล็กและแก่งคอย โดยร่วมกับสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (สสน.) และหน่วยงานรัฐ นำข้อมูลทางวิทยาศาสตร์มาช่วยวิเคราะห์พื้นที่เสี่ยง พร้อมเปิดโอกาสให้ชาวบ้านมีส่วนร่วมจัดทำ “ผังน้ำชุมชน” เพื่อเข้าใจปัญหาและวางแผนกักเก็บ และกระจายน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผลลัพธ์ไม่เพียงช่วยเพิ่มความมั่นคงด้านน้ำ แต่ยังสร้างภูมิคุ้มกันให้ชุมชนสามารถพึ่งพาตนเอง และพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในอนาคตได้อย่างยั่งยืน สอดคล้องกับปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ที่เน้นการใช้ทรัพยากรอย่างรู้คุณค่าและมีเหตุผล

2. เศรษฐกิจหมุนเวียนและการจัดการของเสีย

เอสซีจีขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียนผ่านธุรกิจหลักด้าน Circular Economy ได้แก่ SCGC และ SCGP โดยบูรณาการแนวทางการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ การออกแบบเชิงระบบ และการจัดการของเสียตลอดห่วงโซ่คุณค่า เพื่อสนับสนุนความสามารถในการแข่งขันระยะยาว ลดความเสี่ยงจากความผันผวนของวัตถุดิบ และยกระดับความพร้อมต่อข้อกำหนดด้านสิ่งแวดล้อมที่มีแนวโน้ม

เข้มงวดขึ้นในตลาดโลก ในส่วนของ SCGC บริษัทกำหนดเป้าหมายเชิงกลยุทธ์ในการหมุนเวียน “พลาสติกใช้แล้ว” กลับเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม 500,000 ตันต่อปีภายในปี 2573 สะท้อนทิศทางการเปลี่ยนผ่านสู่การผลิตและการบริโภคที่ใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า โดยมีผลการดำเนินงานปี 2568 เท่ากับ 193,069 ตัน ขณะเดียวกัน SCGP ยกระดับการออกแบบบรรจุภัณฑ์ร่วมกับลูกค้า (co-creation) เพื่อเพิ่มการหมุนเวียนของวัสดุและลดผลกระทบปลายทาง โดยตั้งเป้าหมายให้บรรจุภัณฑ์ทั้งหมด

ร้อยละ 100 ที่สามารถใช้ซ้ำ รีไซเคิลได้ หรือสลายตัวได้ภายในปี 2573 และในปัจจุบันสามารถดำเนินการได้แล้ว ร้อยละ 99.7

การดำเนินงานดังกล่าวสะท้อนการกำหนดเป้าหมายที่ชัดเจน การติดตามผลด้วยตัวชี้วัดเชิงปริมาณ และการเชื่อมโยงผลลัพธ์ด้าน

สิ่งแวดล้อมกับความยืดหยุ่นของธุรกิจในระยะยาว

3. การลดผลกระทบและฟื้นฟูความหลากหลายทางชีวภาพ

จัดทำแผนการฟื้นฟูเหมืองและแผนบริหารจัดการความหลากหลายทางชีวภาพครอบคลุมเหมืองหินปูนในประเทศไทยร้อยละ 100 ทางด้านการนำผลิตภัณฑ์จากป่าปลูกมาใช้ มีการนำมาตรฐานของ FSC™ – Forest Stewardship Council™ มาเป็นกรอบการดำเนินงานร้อยละ 100 พร้อมจัดสรรพื้นที่อนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพและระบบนิเวศอย่างน้อยร้อยละ 10 ของพื้นที่สวนไม้ที่ได้รับการรับรองตามมาตรฐานของ FSC™ ด้านการอนุรักษ์ป่า มีการสนับสนุนการอนุรักษ์ป่าชุมชนเพื่อฟื้นฟูและเสริมสร้างความสมบูรณ์ของธรรมชาติอย่างต่อเนื่อง รวมถึงเพิ่มศักยภาพกักเก็บคาร์บอน นอกจากนี้ยังขยายการฟื้นฟูสู่ระบบนิเวศทางทะเลและชายฝั่ง ผ่านโครงการรักษ์ทะเลโดยการวางวัสดุฐานลงเกาะตัวอ่อนปะการัง (บ้านปะการัง) ด้วยเทคโนโลยี SCG 3D Printing ช่วยฟื้นฟูแนวปะการัง และสนับสนุนความมั่นคงของเศรษฐกิจชุมชนชายฝั่ง

4. การบริหารจัดการคุณภาพอากาศ

เอสซีจีดำเนินการบริหารจัดการคุณภาพอากาศอย่างต่อเนื่องควบคู่กับการสร้างความร่วมมือกับหน่วยงานภายนอก ชุมชน และผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย เพื่อแก้ไขปัญหาฝุ่นละอองเชิงพื้นที่อย่างเป็นระบบ โดยสนับสนุนการลดการเผาในภาคเกษตรผ่านโครงการลดการเผาฟางข้าว จังหวัดลำปาง โครงการลดการเผาใบอ้อยอย่างยั่งยืนในพื้นที่อำเภอบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรี และขยายผลสู่พื้นที่อำเภอวังม่วง จังหวัดสระบุรี ด้วยการสนับสนุนเครื่องจักรย่อยและอัดใบอ้อยเพื่อนำวัสดุเหลือใช้กลับมาใช้ประโยชน์เป็นเชื้อเพลิงทดแทนในภาคอุตสาหกรรม แนวทางดังกล่าวช่วยลดการเกิดฝุ่นละออง PM2.5 ลดผลกระทบต่อสุขภาพและคุณภาพอากาศของชุมชนรอบพื้นที่ปฏิบัติการ และเสริมสร้างรายได้ให้เกษตรกรในท้องถิ่นอย่างเป็นรูปธรรม