เอสซีจีมุ่งสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี 2593 โดยได้รับการรับรองจาก Science Based Targets initiative (SBTi) ตั้งเป้าลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการดำเนินงานโดยตรงและการใช้พลังงาน (Scope 1 และ 2 ) ลงร้อยละ 25 ภายในปี 2573 เมื่อเทียบกับปีฐาน 2563 และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในห่วงโซ่คุณค่าจากการจำหน่ายเชื้อเพลิงฟอสซิลให้ลูกค้าภายนอก (Scope 3) ลงอย่างน้อยร้อยละ 25 ภายในปี 2574 เมื่อเทียบกับปีฐาน 2564 ในการขับเคลื่อนเป้าหมายดังกล่าว เอสซีจีใช้เครื่องมือ Marginal Abatement Cost Curve (MACC) ในการจัดลำดับความสำคัญของโครงการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตาม “ความคุ้มค่าทางธุรกิจ” และ “ศักยภาพการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก” โดยแบ่งโครงการออกเป็น 3 ระดับ ได้แก่ 1) Do Now โครงการที่คุ้มค่าและสามารถดำเนินการได้ทันที 2) To Decide โครงการที่มีความพร้อมด้านเทคโนโลยีแต่ต้องอาศัยปัจจัยสนับสนุนเพื่อให้มีความคุ้มค่าต่อการลงทุน และ 3) Decide Later โครงการที่มีศักยภาพสูงแต่ต้องรอเทคโนโลยีหรือราคาที่เหมาะสมในอนาคต

เป้าหมายระยะใกล้ที่ผ่านการรับรองจาก SBTi

SCG ตั้งเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกขอบเขต 1 และ 2 ลง 25% ภายในปี ค.ศ. 2030 จากปีฐาน ค.ศ. 2020* และ SCG ตั้งเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกขอบเขต 3 จากการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลที่ขายลง 25% จากปี ค.ศ. 2031 จากปีฐาน ค.ศ. 2021

* ขอบเขตของเป้าหมายครอบคลุมถึงการปล่อยจากกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการใช้ที่ดิน และการดึงกลับจากการใช้เชื้อเพลิงชีวมวล

การประกาศเป้าหมายใหม่ที่มีความเข้มข้นมากขึ้นนี้นับเป็นความท้าทายที่เอสซีจีต้องมุ่งคิดค้นและนำเทคโนโลยีใหม่มาช่วยสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดและยั่งยืน (Technology for Energy Transition) ไปจนถึงการร่วมมือกับคู่ค้าและคู่ธุรกิจเพื่อแสวงหาแนวทางลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก Scope 3

SCG GHG Roadmap Towards 2050

SCG Net Zero Roadmap

กลยุทธ์ในการดำเนินงาน

กลยุทธ์ (Strategy) แนวทางการดำเนินงาน
(Key Actions)
1) ปรับกระบวนการผลิตและเทคโนโลยี

มุ่งลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากกระบวนการผลิต ผ่านพลังงานทางเลือก ประสิทธิภาพพลังงาน และการพัฒนาสินค้าคาร์บอนต่ำ




• เพิ่มสัดส่วนเชื้อเพลิงทดแทน เช่น RDF และชีวมวล
• ขยายการใช้พลังงานหมุนเวียน
• ปรับปรุงประสิทธิภาพระบบเตาเผาและกระบวนการผลิตหลัก
• พัฒนาปูนซีเมนต์คาร์บอนต่ำ
• ศึกษาและติดตามเทคโนโลยีใหม่ เช่น CCUS Hydrogen Electrification
2) วิเคราะห์ความเสี่ยง–โอกาสด้าน Transition

ใช้ข้อมูลเชิงลึกด้านนโยบาย เทคโนโลยี และตลาด เพื่อวางกลยุทธ์ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและการลงทุนที่แม่นยำ


• วิเคราะห์ผลกระทบจากมาตรการคาร์บอน (CBAM, ETS)
• วิเคราะห์ความต้องการตลาดสินค้าคาร์บอนต่ำ
• ใช้ ESG Data Platform และระบบ MRV ในการวางแผน
3) จัดสรรทรัพยากรอย่างคุ้มค่า

ใช้ MACC เพื่อจัดลำดับโครงการที่ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้เร็ว คุ้มค่า และสร้างผลตอบแทนสูง
• จัดลำดับโครงการ Do Now / To Decide / Decide Later ลงทุนในโครงการที่ให้ผลลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเร็ว
และมีต้นทุนต่ำ
4) ทำงานกับห่วงโซ่อุปทานและพันธมิตร

ยกระดับความยั่งยืนทั้งระบบผ่านการทำงานร่วมกับคู่ค้า ลูกค้า ชุมชน และพันธมิตรอุตสาหกรรม
• Supplier Decarbonization Program
• Saraburi Sandbox ต้นแบบเมืองคาร์บอนต่ำ Public – Private – People Partnership (PPPP)
• ร่วมกับลูกค้า/คู่ธุรกิจในการพัฒนาวัสดุคาร์บอนต่ำ
  • เอสซีจีได้กำหนดกลยุทธ์ความยั่งยืนเพื่อใช้เป็นกลไกในการขับเคลื่อนธุรกิจ ควบคู่กับการสร้างคุณค่าทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม พร้อมสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ อย่างสมดุลและยั่งยืน โดยมุ่งลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตลอดห่วงโซ่คุณค่า
  • เพื่อให้การขับเคลื่อนกลยุทธ์ดังกล่าวเกิดผลอย่างเป็นระบบและเชื่อมโยงกับการตัดสินใจเชิงธุรกิจ เอสซีจีได้ปรับปรุง SCG Sustainable Development Framework ให้สอดคล้องกับมาตรฐานของ International Sustainability Standards Board (ISSB) ครอบคลุม 4 องค์ประกอบหลัก ได้แก่ Governance, Strategy, Risk Management และ Metrics & Targets กรอบการดำ เนินงานนี้ช่วยให้องค์กรสามารถบูรณาการประเด็นความยั่งยืนที่มีนัยสำ คัญทางการเงินเข้ากับการวางแผนกลยุทธ์ การจัดสรรเงินลงทุน และการบริหารความเสี่ยงและโอกาสตลอดห่วงโซ่คุณค่าได้อย่างเป็นรูปธรรม เพิ่มความโปร่งใส และความน่าเชื่อถือในการเปิดเผยข้อมูล พร้อมเสริมความสามารถในการแข่งขัน และความยืดหยุ่นของธุรกิจภายใต้บริบทโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

การกำกับดูแลองค์กร (Corporate Governance)

เอสซีจีมุ่งเน้นการดำเนินงานภายใต้หลักการกำกับดูแลกิจการที่ดี โดยให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการข้อมูลอย่างมีความโปร่งใสและตรวจสอบได้ สอดคล้องกับกฎเกณฑ์ด้านความยั่งยืนทั้งในและต่างประเทศ เพื่อเร่งการเปลี่ยนผ่านสู่การดำเนินงานที่ยั่งยืนและบรรลุเป้าหมายสำคัญ คือ Net Zero 2050 เอสซีจีได้สร้างความร่วมมือที่แข็งแกร่งกับทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐ ภาคเอกชน และชุมชน ตลอดห่วงโซ่คุณค่า (Value Chain) เพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนแปลงอย่างเป็นระบบ

ในปี 2568 เอสซีจีประกาศใช้นโยบายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (SCG Net Zero Policy) เอสซีจีซึ่งทำหน้าที่กำหนดกรอบการดำเนินงานที่ชัดเจนและเป็นมาตรฐานเดียวกันสำหรับทุกหน่วยธุรกิจในเครือ โดยคณะกรรมการบริษัทมีบทบาทสำคัญในการกำหนดทิศทางและกลยุทธ์ด้านความยั่งยืน กำกับดูแลการดำเนินงานให้เป็นไปตาม SCG Net Zero Roadmap ติดตามและประเมินผลการดำเนินงาน ESG อย่างต่อเนื่องและเป็นระบบ

โครงสร้างการกำกับดูแล

เอสซีจีดำเนินงานภายใต้โครงสร้างการกำกับดูแลที่เชื่อมโยงกันอย่างเป็นระบบ เพื่อให้การตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ การดำเนินงานและการติดตามผลเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและโปร่งใส องค์กรยึดหลักการเปิดเผยข้อมูลตามมาตรฐานสากลผ่านรายงานประจำปี รายงานความยั่งยืน เว็บไซต์องค์กร และการรายงานตามมาตรฐานความยั่งยืนสากล เพื่อให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียเข้าถึงข้อมูลที่สำคัญอย่างครบถ้วน

นอกจากนี้ยังมีระบบควบคุมภายในและการตรวจสอบหลายระดับ ทั้งการตรวจสอบภายใน การทวนสอบจากบุคคลภายนอก ตลอดจนกลไกกำกับดูแลด้านจริยธรรมและการแจ้งเบาะแส โดยผลการดำเนินงานด้านความยั่งยืนและความก้าวหน้าของโครงการสำคัญจะถูกรายงานต่อคณะกรรมการบริษัทอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้เกิดการกำกับดูแลที่รอบด้านและตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงอย่างทันท่วงที

  • กรอบในการกำกับดูแลการดำเนินงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ตั้งแต่ระดับบริหารสูงสุด จนถึงระดับผู้ปฏิบัติงาน เช่น คณะกรรมการบริษัท (Board), President & CEO, คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน, คณะกรรมการพัฒนาอย่างยืน (Sustainable Development Committee; SDC), คณะกรรการการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด (Climate Change & Energy Transition Committee), คณะกรรมการบริหารความเสี่ยง (Risk Management Committee) และกลุ่มธุรกิจ 
  • คณะกรรมการบริษัท (Board) เป็นผู้กำหนดและตัดสินใจทิศทางการดำเนินงานขององค์กร ที่รวมถึงประเด็นการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และถ่ายทอดไปสู่ President & CEO 
  • President & CEO เป็นผู้นำในการไปสู่เป้าหมายที่ท้าทาย ของทุกกลุ่มธุรกิจ ในการไปสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ การกำหนดเป้าหมายระยะสั้น ระยะกลางและระยะยาว ที่สอดคล้องกับความตกลงปารีส และเป้าหมายของประเทศ (NDC) ที่ SCG มีธุรกิจอยู่ โดยการสนับสนุนการลงทุนและการใช้เครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์ เช่น ราคาคาร์บอนภายในองค์กร (Internal Carbon Pricing; ICP) เพื่อให้โครงการด้านสิ่งแวดล้อม การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็ว 
  • คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน ทำหน้าที่เป็นกลไกสำคัญในการสนับสนุนคณะกรรมการบริษัทในการกำกับดูแลประเด็นด้านความยั่งยืนที่เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และการเปลี่ยนผ่านสู่ Net Zero ของเอสซีจี โดยมีบทบาทในการกำกับดูแลและสนับสนุนการดำเนินงานของฝ่ายจัดการรวมทั้งสร้างความเข้าใจร่วมกันระหว่างคณะกรรมการชุดย่อย และกำหนดทิศทางด้านความยั่งยืน โดยใช้เครื่องมือที่เป็นมาตรฐานสากล เช่น Marginal Abatement Cost Curve (MACC) และ Internal Carbon Pricing (ICP) เพื่อสนับสนุนการตัดสินใจลงทุนที่สอดคล้องกับเป้าหมายลดคาร์บอนควบคู่กับการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจทั้งในระยะสั้นและระยะยาว
  • คณะกรรมการการพัฒนาอย่างยั่งยืน ให้ทิศทางการดำเนินงานระดับสากล, ESG, กรอบการพัฒนาอย่างยั่งยืน การสร้างเครือข่าย เช่น WBCSD, UNGC, Ellen MacArthur Foundation, GCCA และการติดตามผลการดำเนินงานของ SCG เทียบกับระดับสากล 
  • คณะกรรมการการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและพลังงาน รับผิดชอบโดยตรงกับการดำเนินงานในการกำหนดกลยุทธ์การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แผนการไปสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net zero pathway) แผนรองรับความเสี่ยงในช่วงการเปลี่ยนถ่าย (Transition risk) และความเสี่ยงด้านกายภาพ (physical risk) แผนการปรับตัว การทำ R&D การสร้างความร่วมมือทั้งในระดับสากลและระดับประเทศเพื่อนวัตกรรมด้านเทคโนโลยีใหม่ๆ เช่น  CCU/S, Energy storage, Hydrogen energy sources. 
  • คณะกรรมการบริหารความเสี่ยง รับผิดชอบในการสร้างระบบและวัฒนธรรมการประเมินความเสี่ยงและการจัดการที่จะมีผลกระทบต่อ SCG

กลยุทธ์หลัก (strategy)

SCG ได้ประเมินการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นหัวข้อสำคัญกับองค์กร (materiality) คณะกรรมการการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและพลังงาน ได้กำหนดกลยุทธ์การดำเนินงานที่สำคัญ เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ทั้งในแผนระยะใกล้ (2030), ระยะกลาง (2040) และระยะยาว (2050) เพื่อมุ่งสู่ net zero 2050

  1. การเติบโตด้านพลังงานสะอาด
  2. ลดการใช้พลังงานฟอสซิล
  3. ปรับปรุงและเปลี่ยนกระบวนการผลิต เครื่องจักร เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน
  4. เพิ่มความต้องการทางตลาดของสินค้าคาร์บอนต่ำให้สูงขึ้น
  5. การพัฒนาการวิจัยและเทคโนโลยีที่เร่งให้เกิดการลด การดูดกลับ และการกักเก็บก๊าซเรือนกระจก เพื่อมุ่งสู่ Net Zero
  6. การฟื้นฟูความสมบูรณ์ทางบกและทางทะเลเพื่อเป็นแหล่งกักเก็บคาร์บอน
  7. สร้างความรู้ความตระหนักการอนุรักษ์พลังงานและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศให้กับพนักงาน คู่ธุรกิจ และผู้มีส่วนได้เสียที่เกี่ยวข้องกับ SCG
  8. ประยุกต์ใช้ราคาคาร์บอนภายในองค์กร (ICP) ที่ 25 USD/ton CO2 มาสนับสนุนโครงการที่ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของ SCG
  9. การเปลี่ยนแปลงด้านนโยบาย กฎ ระเบียบ และข้อบังคับเพื่อเร่งการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

เอสซีจีให้ความสำคัญกับการพัฒนาระบบบริหารความเสี่ยงที่มีประสิทธิภาพเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมธุรกิจที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยมีการติดตามและวิเคราะห์ปัจจัยความเสี่ยงสำคัญอย่างต่อเนื่อง ครอบคลุมประเด็นสำคัญ เช่น การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การพัฒนาเทคโนโลยีดิจิทัล ความผันผวนของห่วงโซ่อุปทาน และการเปลี่ยนแปลงกฎระเบียบด้านความยั่งยืน

การบริหารความเสี่ยงดำเนินการผ่านกระบวนการอย่างเป็นระบบ โดยเริ่มจากการวิเคราะห์แนวโน้มระดับโลก (Global Megatrends) เพื่อประเมินความเสี่ยงเชิงระบบที่อาจส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรม และวิเคราะห์ความท้าทายเฉพาะของแต่ละธุรกิจ พร้อมทั้งถ่ายทอดผลการวิเคราะห์สู่แนวทางปฏิบัติที่ชัดเจนและสอดคล้องกับบริบทการดำเนินงานของแต่ละหน่วยธุรกิจ ทำให้เอสซีจีสามารถวางแผนเชิงกลยุทธ์ได้ครอบคลุม ขณะเดียวกันก็รักษาความยืดหยุ่นในการตอบสนองต่อความเสี่ยงที่เกิดขึ้นจริง

เอสซีจีได้บูรณาการประเด็นสำคัญด้านความยั่งยืนที่ผ่านการประเมิน (Double-Materiality Assessment) จากทุกกลุ่มธุรกิจ เพื่อนำไปสู่การจัดทำ “ความเสี่ยงและโอกาสด้านความยั่งยืน” หรือ Sustainability-related Risks and Opportunities (SROs) และเชื่อมโยงผลลัพธ์ดังกล่าวเข้ากับแผนธุรกิจระยะกลาง หรือ Medium-Term Plan (MTP)การผนวก SROs เข้ากับแผนธุรกิจระยะกลาง (MTP) ช่วยให้แต่ละกลุ่มธุรกิจสามารถกำหนดกลยุทธ์ จัดสรรทรัพยากร และพิจารณาการลงทุนที่ตอบสนองต่อความเสี่ยงและโอกาสในระยะกลางถึงระยะยาวได้อย่างเป็นระบบและสอดคล้องกับเป้าหมายขององค์กร

การบูรณาการดังกล่าวช่วยเสริมสร้างการประสานงานที่มีประสิทธิภาพทั่วทั้งองค์กร โดยกำหนดกรอบการดำเนินงานร่วมกันสำหรับทุกหน่วยงาน ขณะเดียวกันยังเปิดโอกาสให้แต่ละธุรกิจปรับใช้กลยุทธ์ให้เหมาะสมกับบริบทเฉพาะของตนเอง นอกจากนี้ยังส่งเสริมความร่วมมือระหว่างหน่วยธุรกิจ การแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ และการพัฒนานวัตกรรมร่วมกัน ส่งผลให้เอสซีจีสามารถคาดการณ์ความเสี่ยงได้อย่างแม่นยำ ตอบสนองต่อความเปลี่ยนแปลงได้ทันท่วงที และแปลงความท้าทายให้เป็นโอกาสในการสร้างมูลค่าเพิ่มและความได้เปรียบทางการแข่งขัน เพื่อสนับสนุนการเติบโตอย่างแข็งแกร่งและยั่งยืนในระยะยาว

การประเมินตามกรอบมาตรฐานสากลเพื่อขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลง บูรณาการการประเมินความเสี่ยงผ่านกรอบการเปิดเผยข้อมูลทางการเงินที่เกี่ยวข้องกับความยั่งยืน โดยวิเคราะห์ความเชื่อมโยงของความเสี่ยงในแต่ละช่วงเวลาสั้น กลาง ยาว เช่น

  • Task Force on Climate-related Financial Disclosures (TCFD) วิเคราะห์ความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศ ทั้งความเสี่ยงจากการเปลี่ยนผ่าน (Transition Risks) เช่น การเปลี่ยนแปลงนโยบายและกฎระเบียบ การเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยี และความเสี่ยงทางกายภาพ (Physical Risks) จากภัยพิบัติทางธรรมชาติ
  • Taskforce on Nature-related Financial Disclosures (TNFD) ประเมินความเสี่ยงจากการพึ่งพาและผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติ ความเสี่ยงจากการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ และความเสี่ยงจากการเสื่อมโทรมของระบบนิเวศ

SCG มีการกำหนดกระบวนการในการบ่งชี้ (identify) ประเมิน (assess) และการจัดการประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ได้แก่ ความเสี่ยงด้านกายภาพ (physical risks) ความเสี่ยงช่วงการเปลี่ยนถ่าย (transition risks) และแผนการปรับตัว (adaptation plan) ทั้งในช่วงปัจจุบัน ระยะกลางและระยะยาว ทั้งนี้ SCG ได้มีระบบการประเมินความเสี่ยงสำหรับทุกหน่วยบริษัท ให้มีการประเมินความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เช่น น้ำท่วม น้ำแล้ง โดยให้มีการปะเมินอย่างน้อยไตรมาส หรือเมื่อการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ

Metrics and Targets  

SCG ได้มีการเปิดเผยการปล่อยก๊าซเรือนกระจก scope 1&2 และ 3 ในรายงานประจำปี และบนเวปไซด์

เป้าหมาย

  • ภายในปี 2593 การปล่อยคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ (scope 1&2)
  • ภายในปี 2573 ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก scope 1&2 ลง 25% เทียบกับปีฐาน 2563
  • ภายในปี 2574 ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก scope 3 จากการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลที่ขายให้ลูกค้าภายนอกลง 25% เทียบกับปีฐาน 2564
  • ภายในปี 2568 ลดการใช้พลังงานลง 13% เทียบกับกรณีปกติ ณ ปีฐาน 2550

ผลการดำเนินการปี 2567 (Metric)

  • ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก scope 1&2 ได้ 25.59% เทียบกับปีฐาน 2563
  • ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก scope 3 จากการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลที่ขายให้ลูกค้าภายนอกได้ 20.66% เทียบกับปีฐาน 2564
  • ลดการใช้พลังงานได้ 7.91% เทียบกับกรณีปกติ ณ ปีฐาน 2550
  • สัดส่วนการใช้เชื้อเพลิงทดแทน 28.59%

Green Logistics

SCGJWD มี Green Strategy เพื่อสร้างความยั่งยืนให้บริการด้านโลจิสติกส์ ทั้งต่อลูกค้า ชุมชน และคู่ธุรกิจขนส่งโดยใช้หลักการบริหารคือ Backhaul Logistics Operation บริหารรอบรถบรรทุกสินค้าไปและกลับ ลดการขนส่งเที่ยวเปล่า Multi-Modal บริหารการขนส่งสินค้าล็อตใหญ่เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการขนส่ง เป็นต้น

SCGJWD มีเป้าหมายด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและพลังงาน ดังนี้

  • Net Zero ในปี พ.ศ. 2593
  • ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลง 30% ในปี 2570 เมื่อเทียบกับปีฐาน 2566
  • เพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานทดแทน  5% (ของพลังงานรวมทั้งหมด) เมื่อเทียบกับปีฐาน 2566
  • ลดการใช้เชื้อเพลิงและพลังงานไฟฟ้าลง 5% (ของพลังงานรวมทั้งหมด) เมื่อเทียบกับปีฐาน 2566

SCGJWD มีโครงการการขนส่งที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (Green Logistics Program) มีดังนี้

  • การใช้รถขนส่งพลังงานไฟฟ้า EV Truck เพื่อลดการใช้พลังงานเชื้อเพลิงในการขนส่งได้ประมาณ 20,000 ลิตรต่อเดือน หรือ 210,000 ลิตรต่อปี และสามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ประมาณ 596 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี
  • การใช้รถยกพลังงานไฟฟ้า EV Forklift และการใช้นวัตกรรม ASRS (Automated Storage Retrieval System) ในคลังสินค้า เพื่อทดแทนการใช้รถยกที่ใช้พลังงานเชื้อเพลิง และช่วยจัดเก็บสินค้าแบบอัตโนมัติ สามารถลดปริมาณการใช้น้ำมันเชื้เพลิงประมาณ 11,500 ลิตรต่อเดือน หรือ 138,000 ลิตรต่อปี และสามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ประมาณ 380 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี และสามารถลดปริมาณการใช้ไฟฟ้าในคลังสินค้าได้ประมาณ 580,000 กิโลวัตต์ต่อเดือน หรือ 6,900,000 กิโลวัตต์ต่อปี และสามารถการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ประมาณ 446 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี
  • การจัดการรถขนส่งโครงการ Fleet Utilization รถขนส่งทุกคันมีการติด GPS และใช้ระบบซอฟแวร์ในการคำนวณเส้นทางการขนส่ง เพื่อให้ได้ระยะทางที่มีประสิทธิภาพสูงสุด ช่วยลดการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงในการขนส่ง
  • การติดตั้ง Solar Rooftop เพื่อใช้พลังงานไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนในคลังสินค้าและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และมีแผนขยายการติดตั้งอย่างต่อเนื่อง

SCGJWD เป็นผู้ให้บริการคลังสินค้าห้องเย็นที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย มีพื้นที่จัดเก็บสินค้ากว่า 200,000 พาเลท กระจายตามจุดยุทธศาสตร์ทั่วประเทศ รองรับสินค้ากลุ่มอาหารและยา ซึ่งต้องการการรักษาอุณหภูมิความเย็นที่คงที่ การนำโซลูชัน CHILLOX จาก SCGC มาใช้ในครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญของ SCGJWD ในการพัฒนาคลังห้องเย็น และระบบโลจิสติกส์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม สอดรับเป้าหมาย Net Zero ภายในปี 2050 โดยได้นำร่องใช้งานแล้วที่ บริษัท แปซิฟิค ห้องเย็น จำกัด (PCS) และมีแผนขยายไปยังคลังห้องเย็นในจุดยุทธศาสตร์อื่นทั่วประเทศ

SCGJWD ให้ความสำคัญกับการประเมินความเสี่ยง จากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยถือเป็นกลยุทธ์ในการดำเนินงานเพื่อปรับปรุง และเพิ่มความสามารถในการรับมือ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ควบคู่กับการดำเนินกิจกรรมทางธุรกิจที่ให้ความสำคัญอย่างรอบด้านในมิติ ESG โดยมุ่งเน้นการนำหลักการกำกับดูแลตามคำแนะนำของ Task Force on Climate-related Financial Disclosures (TCFD) มาเป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินธุรกิจโดยจะเริ่มใช้งานในปี 2567 เป็นต้นไป

นอกจากนี้ยังเป็นผู้นำในการนำเทคโนโลยี 5G มาใช้ในภาคอุตสาหกรรมได้สำเร็จเป็นรายแรกของไทย โดยร่วมมือกับบริษัทเอไอเอสและมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ พัฒนาระบบควบคุมรถบรรทุกไฟฟ้าไร้คนขับผ่านทางไกล (EV Unmanned Truck) และนำมาทดลองใช้งานกับระบบ Fleet Management ภายในเหมือง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน ลดความเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุ และลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ในพื้นที่ปัจจุบันมีการใช้งานจริงแล้ว 2 คัน ที่เหมืองหินปูนเขาน้อย จังหวัดสระบุรี และมุ่งมั่นที่จะขยายผลไปยังเหมืองอื่นๆ เพื่อมุ่งสู่ Smart Green Mining อย่างต่อเนื่อง โดยรถบรรทุกหินปูนพลังงานไฟฟ้าสามารถลดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ถึงปีปัจจุบันรวม 3,083 ตัน

สามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมจาก

https://www.scgjwd.com/services/logistics-supply-chain/logistics-infrastructure

นโยบายสิ่งแวดล้อมและสภาพภูมิอากาศของ SCGJWD

การบริหารจัดการความเสี่ยงของธุรกิจของ SCGJWD

เอกสารดาวน์โหลด