SCG มุ่งมั่นเป็นองค์กรที่มีส่วนร่วมในการพัฒนาสังคมและชุมชนอย่างยั่งยืน เราดำเนินธุรกิจควบคู่ไปกับการยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คนในทุกพื้นที่ที่เราดำเนินงาน เพราะเราเชื่อว่าชุมชนที่เข้มแข็งเป็นรากฐานสำคัญของการเติบโตทางเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตที่ดี

เรายึดหลักการพัฒนาโดยให้ความสำคัญกับ การสร้างคุณค่าร่วมกับชุมชน และ การจัดการผลกระทบทางสังคมอย่างรับผิดชอบ ผ่านกระบวนการ รับฟังความคิดเห็น ความคาดหวัง และความต้องการของสังคม

ความมุ่งมั่นของ SCG

  • ดำเนินธุรกิจด้วยความรับผิดชอบต่อสังคม

เราให้ความสำคัญกับความรับผิดชอบต่อสังคม (CSR) ในทุกกระบวนการดำเนินธุรกิจ คำนึงถึงผลกระทบต่อชุมชนและสิ่งแวดล้อม เพื่อให้เกิดการเติบโตอย่างสมดุล

  • สร้างการมีส่วนร่วมกับชุมชน

เราให้ความสำคัญกับการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับชุมชน โดยเปิดโอกาสให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการตัดสินใจรวมถึงการพัฒนาโครงการต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับชุมชนและพื้นที่ของพวกเขา

  • พัฒนาศักยภาพชุมชนให้พึ่งพาตนเองได้

เราส่งเสริมการพัฒนาศักยภาพของชุมชนในทุกด้าน เพื่อให้สามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน

  • แก้ไขปัญหาสังคมด้วยนวัตกรรม

เราใช้ความรู้ความสามารถและทรัพยากรของเราในการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ และทำโครงการที่เป็นประโยชน์และช่วยแก้ไขปัญหาสังคมในระยะยาว 

การบริหารจัดการด้านสังคมและชุมชน

SCG มีโครงสร้างบริหารที่ชัดเจน เพื่อให้การพัฒนาสังคมและชุมชนเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

  • คณะกรรมการกิจการสังคมเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน: ทำหน้าที่กำหนดนโยบายและวางกรอบการดำเนินงานด้านกิจการสังคม และส่งเสริมการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้เสียในกิจกรรมเพื่อสังคมของเอสซีจี
  • มูลนิธิเอสซีจี: มุ่งพัฒนาศักยภาพทรัพยากรมนุษย์ โดยเน้นสร้าง “คนเก่งและคนดี”
  • หน่วยงานชุมชนสัมพันธ์: ดำเนินโครงการเพื่อเสริมสร้างศักยภาพชุมชนรอบสถานประกอบการของ SCG ให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีและพึ่งพาตนเองได้

กลยุทธ์การพัฒนาสังคมและชุมชนเพื่อความยั่งยืน

SCG ใช้แนวทางที่หลากหลายในการดำเนินโครงการพัฒนาสังคม เพื่อสร้างผลกระทบเชิงบวกในระยะยาว

  1. นำความเชี่ยวชาญมาช่วยพัฒนาชุมชน ใช้ความรู้และทรัพยากรจากทั้งภายในและภายนอกองค์กร เพื่อพัฒนาศักยภาพชุมชนให้พึ่งพาตนเองได้
  2. สร้างการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน เปิดโอกาสให้พนักงานและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียร่วมกันสร้างคุณค่าที่ยั่งยืนสู่สังคม
  3. สร้างสรรค์นวัตกรรมเพื่อแก้ปัญหาสังคม คิดค้นสิ่งใหม่ๆ เพื่อตอบสนองความต้องการของชุมชนและแก้ไขปัญหาสังคม
  4. พัฒนาต้นแบบการพัฒนาสังคมและขยายผล ดำเนินโครงการนำร่องด้านการพัฒนาสังคม และนำผลสำเร็จขยายผลสู่ชุมชนอื่น

SCG มุ่งสร้างสังคมเติบโตไปด้วยกัน 4 ด้าน

ฟื้นน้ำ สร้างป่า

SCG สนับสนุนให้ชุมชนปรับตัวต่อสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงและปัญหาการขาดแคลนทรัพยากรธรรมชาติ โดยเรียนรู้จากแนวทางที่ประสบความสำเร็จ เช่น ศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้ฯ จังหวัดเชียงใหม่ และดำเนินโครงการฟื้นฟูป่าอย่างรอบคอบ

หนึ่งในโครงการสำคัญคือ “รักษ์ภูผามหานที” ซึ่งช่วยให้ชุมชนบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืน ผ่านการสร้างฝายชะลอน้ำสะสมรวมกว่า 139,000 ฝาย เพื่อให้มีน้ำกิน น้ำใช้ และน้ำเพื่อการเกษตรอย่างเพียงพอ พร้อมกับฟื้นฟูระบบนิเวศและความหลากหลายทางชีวภาพทั้งทางบกและทางทะเลอย่างยั่งยืน

เป้าหมายปี 2593

  • ปลูก ฟื้นฟู และอนุรักษ์ป่า 3 ล้านไร่
  • ดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์ได้ มากกว่า 5 ล้านตันต่อปี

▶ ชมสารคดี “Into The Better Land” – เรื่องราวของชุมชน เขายายดา จังหวัดระยอง เมื่อป่า น้ำ และทะเลฟื้นคืน ชีวิต อาชีพ และรอยยิ้มของผู้คนก็กลับมา ดูสารคดี  https://youtu.be/DYw1FM-B6gI?si=dLBGhditDLUAa0x_

พัฒนาอาชีพมั่นคง

SCG มุ่งมั่นยกระดับรายได้และลดความเหลื่อมล้ำทางอาชีพของคนไทย  ผ่าน Q-Chang แพลตฟอร์มออนไลน์ที่เชื่อมโยงช่างกับเจ้าของบ้าน ช่วยให้ช่างเข้าถึงโอกาสในการทำงาน มีรายได้ที่มั่นคง พร้อมยกระดับมาตรฐานฝีมือและสร้างความภาคภูมิใจในอาชีพ

ต่อยอดจากความสำเร็จดังกล่าว SCG ได้พัฒนา Q-CHANG ACADEMY เพื่อยกระดับศักยภาพช่างในเครือข่ายอย่างรอบด้าน ครอบคลุมทั้งทักษะช่าง (Hard Skills) ทักษะการบริการ (Soft Skills) และทักษะธุรกิจ (Business Skills) เพื่อสร้าง “ช่างมาตรฐานใหม่” ที่สามารถส่งมอบบริการคุณภาพสูงให้แก่เจ้าของบ้านทั่วประเทศ  นอกจากนี้ Q-CHANG ACADEMY ยังร่วมมือกับแบรนด์วัสดุก่อสร้างชั้นนำ ถ่ายทอดองค์ความรู้และเทคนิคการใช้งานผลิตภัณฑ์โดยตรงจากผู้ผลิต ช่วยให้ช่างพัฒนาทักษะได้อย่างตรงจุดและสอดคล้องกับเทคโนโลยีวัสดุก่อสร้างที่เปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง

เพื่อรองรับความต้องการแรงงานในอนาคต โครงการยังได้ร่วมมือกับสถาบันการศึกษาด้านอาชีวะ 5 แห่งทั่วประเทศ อาทิ โรงเรียนจิตรลดา เปิดโอกาสให้นักเรียนสายอาชีพเข้าฝึกงานกับ Q-CHANG และต่อยอดสู่การประกอบอาชีพจริงในเครือข่าย

อีกหนึ่งบทพิสูจน์ความสำเร็จของ Q-CHANG คือการได้รับรางวัลจากผลสำรวจ Thailand’s Most Admired Brand 2025 ในหมวดวัสดุก่อสร้าง กลุ่มแพลตฟอร์มศูนย์รวมช่าง ซึ่งสะท้อนถึงความเชื่อมั่นและความไว้วางใจจากผู้บริโภคทั่วประเทศ

ผลลัพธ์ ณ สิ้นปี 2568
👷 ช่างในแพลตฟอร์มสะสม 3,836 คน
💼 ช่างที่ได้รับงานปี 2568 381 คน
📈 รายได้เฉลี่ยเพิ่มขึ้น 13,700 บาท/คน

ส่งเสริมสุขภาวะที่ดี

ปัญหาความเหลื่อมล้ำด้านสาธารณสุข โดยเฉพาะในพื้นที่ห่างไกล ทำให้การเข้าถึงการรักษาพยาบาลเป็นเรื่องยาก SCG จึงพัฒนาโครงการ “แพทย์ดิจิทัล ดูแลผู้ป่วยทางไกล” ผ่านนวัตกรรม DoCare เพื่อช่วยให้ประชาชนได้รับบริการทางการแพทย์ที่สะดวกขึ้น

ผลลัพธ์:

  • ช่วยลดเวลาและค่าใช้จ่ายการเดินทางของผู้ป่วยกว่า 6,400 คน
  • ช่วยลดความแออัดของผู้ป่วยในโรงพยาบาลและช่วยให้แพทย์ดูแลผู้ป่วยได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
  • ปัจจุบันมีโรงพยาบาลเข้าร่วมเป็นเครือข่าย 23 แห่ง ได้รับทุนสนับสนุนจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) จำนวน 10 แห่ง

“แพทย์ดิจิทัลทางไกล” – นวัตกรรมสาธารณสุขเพื่อการรักษาที่เข้าถึงได้

ตัวอย่างจาก โรงพยาบาลท่าวุ้ง จ.ลพบุรี ที่นำเทคโนโลยีนี้มาใช้เพื่อพัฒนาระบบสาธารณสุขในชุมชน

รับชมรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่นี่ คลิกเพื่อดูวิดีโอ

สนับสนุนสังคมคาร์บอนต่ำ

SCG มุ่งขับเคลื่อนภาคเกษตรสู่สังคมคาร์บอนต่ำควบคู่กับการยกระดับรายได้และศักยภาพของเกษตรกรในการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยร่วมกับจังหวัดสระบุรีริเริ่มโครงการส่งเสริมเกษตรคาร์บอนต่ำ (Low Carbon Agriculture) ภายใต้ Saraburi Sandbox

โครงการมุ่งลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากนาข้าว ซึ่งเป็นแหล่งสำคัญของก๊าซมีเทนในภาคเกษตร ผ่านการส่งเสริมเทคนิค “ทำนาแบบเปียกสลับแห้ง (Alternate Wetting and Drying: AWD)” ที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำ ลดการใช้น้ำลง 25–40% และลดต้นทุนการผลิต 10–20% พร้อมทั้งช่วยให้ต้นข้าวแข็งแรงและให้ผลผลิตที่มีคุณภาพสูงขึ้น

นอกจากการถ่ายทอดองค์ความรู้ โครงการยังสนับสนุนอุปกรณ์และเทคโนโลยีที่จำเป็น เพื่อให้เกษตรกรสามารถนำไปปรับใช้ได้จริงอย่างมีมาตรฐาน ปัจจุบันโครงการครอบคลุมพื้นที่ 7 อำเภอ รวมกว่า 1,118 ไร่ และมีเกษตรกรเข้าร่วมแล้ว 62 ราย

ในด้านการสร้างมูลค่าเพิ่ม โครงการได้ร่วมมือกับวิสาหกิจชุมชนศูนย์ข้าวชุมชนตำบลท่าช้าง อำเภอเสาไห้ จังหวัดสระบุรี พัฒนาผลิตภัณฑ์ “ข้าวรักษ์โลก” จากการปลูกแบบเปียกสลับแห้ง เช่น ข้าวซ้อมมือพันธุ์ กข69 และข้าวเจ้าพันธุ์ กข79 ซึ่งตอบโจทย์ทั้งด้านสุขภาพ สิ่งแวดล้อม และรายได้ของเกษตรกร

โครงการนี้จึงเป็นต้นแบบของการบูรณาการการลดก๊าซเรือนกระจก การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ และการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากอย่างยั่งยืน สอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาประเทศสู่สังคมคาร์บอนต่ำ