Net Zero 2050

เอสซีจีมุ่งสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี 2593 โดยได้รับการรับรองจาก Science Based Targets initiative (SBTi) ตั้งเป้าลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการดำเนินงานโดยตรงและการใช้พลังงาน (Scope 1 และ 2 ) ลงร้อยละ 25 ภายในปี 2573 เมื่อเทียบกับปีฐาน 2563 และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในห่วงโซ่คุณค่าจากการจำหน่ายเชื้อเพลิงฟอสซิลให้ลูกค้าภายนอก (Scope 3) ลงอย่างน้อยร้อยละ 25 ภายในปี 2574 เมื่อเทียบกับปีฐาน 2564 ในการขับเคลื่อนเป้าหมายดังกล่าว เอสซีจีใช้เครื่องมือ Marginal Abatement Cost Curve (MACC) ในการจัดลำดับความสำคัญของโครงการลดคาร์บอนตาม “ความคุ้มค่าทางธุรกิจ” และ “ศักยภาพการลดคาร์บอน” โดยแบ่งโครงการออกเป็น 3 ระดับ ได้แก่ 1) Do Now โครงการที่คุ้มค่าและสามารถดำเนินการได้ทันที 2) To Decide โครงการที่มีความพร้อมด้านเทคโนโลยีแต่ต้องอาศัยปัจจัยสนับสนุนเพื่อให้มีความคุ้มค่าต่อการลงทุน และ 3) Decide Later โครงการที่มีศักยภาพสูงแต่ต้องรอเทคโนโลยีหรือราคาที่เหมาะสมในอนาคต
SCG Net Zero Roadmap

กลยุทธ์ในการดำเนินงาน
| กลยุทธ์ (Strategy) | แนวทางการดำเนินงาน (Key Actions) |
| 1) ปรับกระบวนการผลิตและเทคโนโลยี มุ่งลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากกระบวนการผลิต ผ่านพลังงานทางเลือก ประสิทธิภาพพลังงาน และการพัฒนาสินค้าคาร์บอนต่ำ | • เพิ่มสัดส่วนเชื้อเพลิงทดแทน เช่น RDF และชีวมวล • ขยายการใช้พลังงานหมุนเวียน • ปรับปรุงประสิทธิภาพระบบเตาเผาและกระบวนการผลิตหลัก • พัฒนาปูนซีเมนต์คาร์บอนต่ำ • ศึกษาและติดตามเทคโนโลยีใหม่ เช่น CCUS Hydrogen Electrification |
| 2) วิเคราะห์ความเสี่ยง–โอกาสด้าน Transition ใช้ข้อมูลเชิงลึกด้านนโยบาย เทคโนโลยี และตลาด เพื่อวางกลยุทธ์ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและการลงทุนที่แม่นยำ | • วิเคราะห์ผลกระทบจากมาตรการคาร์บอน (CBAM, ETS) • วิเคราะห์ความต้องการตลาดสินค้าคาร์บอนต่ำ • ใช้ ESG Data Platform และระบบ MRV ในการวางแผน |
| 3) จัดสรรทรัพยากรอย่างคุ้มค่า ใช้ MACC เพื่อจัดลำดับโครงการที่ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้เร็ว คุ้มค่า และสร้างผลตอบแทนสูง | • จัดลำดับโครงการ Do Now / To Decide / Decide Later ลงทุนในโครงการที่ให้ผลลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเร็วและมีต้นทุนต่ำ |
| 4) ทำงานกับห่วงโซ่อุปทานและพันธมิตร ยกระดับความยั่งยืนทั้งระบบผ่านการทำงานร่วมกับคู่ค้า ลูกค้า ชุมชน และพันธมิตรอุตสาหกรรม | • Supplier Decarbonization Program • Saraburi Sandbox – ต้นแบบเมืองคาร์บอนต่ำ Public – Private – People Partnership (PPPP) • ร่วมกับลูกค้า/คู่ธุรกิจในการพัฒนาวัสดุคาร์บอนต่ำ |
ผลการดำเนินงาน
เอสซีจีสามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกรวมได้ 29.06 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า ลดลงร้อยละ 15.14 จากปีฐาน 2563 จากมาตรการสำคัญ ได้แก่ การยกระดับประสิทธิภาพการใช้พลังงาน การเพิ่มสัดส่วนการใช้เชื้อเพลิงทางเลือก และการปรับปรุงกระบวนการผลิตให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น ส่งผลให้ความเข้มการปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่อรายได้ (GHG Emissions / Revenue) อยู่ที่ 58.48 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า/ล้านบาท
กลไกที่สำคัญได้แก่
1. การเพิ่มการใช้เชื้อเพลิงทางเลือก (Alternative Fuels: AF) เช่น RDF และชีวมวล ซึ่งช่วยลดการพึ่งพาถ่านหินและสนับสนุนระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน โดยในปี 2568 สัดส่วน AF เท่ากับร้อยละ 23 ของการใช้พลังงานความร้อน
2. สัดส่วนการใช้พลังงานไฟฟ้าหมุนเวียน (Renewable Energy: RE) ซึ่งมาจากการนำความร้อนเหลือทิ้งจากกระบวนการผลิตปูนซีเมนต์มาผลิตเป็นไฟฟ้า (Waste Heat Generation: WHG) และไฟฟ้าหมุนเวียนจากพลังงานแสงอาทิตย์ รวมเป็นร้อยละ 21 ของการใช้พลังงานไฟฟ้าทั้งหมด
3. ด้านประสิทธิภาพพลังงาน (Energy Efficiency: EE) มีพัฒนาการอย่างต่อเนื่อง ผ่านโครงการเพิ่มประสิทธิภาพในเตาเผาซีเมนต์ และระบบสาธารณูปโภคหลักของโรงงาน
ด้านการพัฒนาสินค้าคาร์บอนต่ำ สามารถเพิ่มสัดส่วน Penetration ของปูนซีเมนต์คาร์บอนต่ำในประเทศไทยเป็นร้อยละ 82
ขณะเดียวกัน การพัฒนาระบบการตรวจวัด รายงาน และทวนสอบข้อมูล (Measurement, Reporting and Verification: MRV)
ให้ครอบคลุมทุกโรงงานทั้งในและต่างประเทศ ช่วยยกระดับความถูกต้อง โปร่งใส และความน่าเชื่อถือของข้อมูลด้านสภาพภูมิอากาศให้สอดคล้องกับเกณฑ์การเปิดเผยข้อมูลตามมาตรฐานสากล
การลงทุนในกลุ่ม Do Now
จากการใช้เครื่องมือ MACC เอสซีจีได้เดินหน้าโครงการในกลุ่ม Do Now โดยพิจารณาโครงการที่ผลตอบแทนผ่านเกณฑ์การลงทุน ซึ่งครอบคลุมโครงการเพิ่มประสิทธิภาพพลังงาน การใช้เชื้อเพลิงทดแทน และการปรับปรุงกระบวนการผลิตให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น ในปี 2568 มีโครงการลงทุนดังกล่าวรวม 1,750 ล้านบาท โดยมีศักยภาพในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกรวม 469,809 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า/ปี
โครงการสระบุรีแซนด์บ็อกซ์ (Saraburi Sandbox)
โครงการสระบุรีแซนด์บ็อกซ์ (Saraburi Sandbox) เป็นความร่วมระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน ในรูปแบบ Public–Private–People Partnership (PPPP) ที่เอสซีจีร่วมขับเคลื่อนเพื่อพัฒนาจังหวัดสระบุรีซึ่งเป็นฐานการผลิตสำคัญของอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ ให้เป็นต้นแบบ “เมืองคาร์บอนต่ำแห่งแรกของประเทศไทย” และพื้นที่ทดลองการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำทั้งในมิติพลังงาน สิ่งแวดล้อม และคุณภาพชีวิตของชุมชน โดยดำเนินงานใน 5 ด้าน ได้แก่ 1) การเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด 2) อุตสาหกรรมสีเขียว 3) การจัดการของเสียให้เกิดมูลค่า 4) ส่งเสริมเกษตรคาร์บอนต่ำ 5) การเพิ่มพื้นที่สีเขียว
สระบุรีแซนด์บ็อกซ์ใช้แนวทาง “การบริหารจัดการในระดับพื้นที่ (Area-based Approach)” เป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อน ซึ่งเป็นตัวอย่างการขับเคลื่อนที่บูรณาการเป้าหมายเข้ากับการสร้างผลลัพธ์เชิง Nature Positive และ Inclusive Society อย่างสมดุล ทั้งการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การฟื้นฟูระบบนิเวศและความหลากหลายทางชีวภาพ และการยกระดับคุณภาพชีวิตและโอกาสทางเศรษฐกิจของชุมชนในพื้นที่ พร้อมต่อยอดเป็นต้นแบบการเปลี่ยนผ่านระดับคลัสเตอร์อุตสาหกรรมที่สามารถขยายผลไปยังพื้นที่อื่นทั้งในประเทศและระดับภูมิภาค

ในปี 2568 ที่ผ่านมา เอสซีจีร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาสังคม จัดทำแผนงานและพัฒนาโครงการต่างๆในโครงการสระบุรีแซนด์บ็อกซ์ ดังนี้
1. การเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด ได้จัดทำและจัดส่ง White Paper เสนอต่อคณะรัฐมนตรี เพื่อผลักดัน “สระบุรีแซนด์บ็อกซ์” ให้เป็นพื้นที่ทดลองระดับชาติด้านการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก สนับสนุนการใช้พลังงานสะอาดจากโซลาร์ การใช้พลังงานทดแทนจากชีวมวล และเชื้อเพลิงจากขยะ เพื่อสนับสนุนเป้าหมาย NDC 3.0 ของประเทศไทย
2. อุตสาหกรรมสีเขียว อุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ไทยสามารถยกระดับมาตรฐานปูนซีเมนต์ไฮดรอลิกมอก. 2594-2567 เป็น มอก.บังคับ แทนปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์ (มอก 15) สมาคมอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ไทย (TCMA) ยังได้รับความร่วมมือกับองค์กรระหว่างประเทศหลายแห่งในการพัฒนาแนวทางการเปลี่ยนผ่านอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ไปสู่อุตสาหกรรมสีเขียว อาทิ โครงการ Mobile Carbon Capture Unit ที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลแคนาดา อยู่ระหว่างศึกษาความเป็นไปได้ในการดักจับก๊าซไอเสียจากปล่องของโรงงานปูนซีเมนต์ในประเทศไทย คาดว่าจะสามารถทดลองในประเทศไทยได้ในปี 2569
3. การจัดการของเสียให้เกิดมูลค่า เอสซีจีร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจังหวัดสระบุรี และสำนักงานศึกษาธิการจังหวัดสระบุรี ดำเนินโครงการโรงเรียนไร้ขยะ ครอบคลุมโรงเรียนจำนวน 13 แห่ง โดยมุ่งเน้นการลดการเกิดขยะตั้งแต่ต้นทาง การคัดแยกขยะ และการเพิ่มการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรให้เกิดมูลค่าสูงสุด โดยเอสซีจีให้การสนับสนุน 5 โรงเรียน ได้แก่ โรงเรียนอนุบาลสระบุรี อ.เมืองสระบุรี โรงเรียนอนุบาลวิหารแดง อ.วิหารแดง โรงเรียนจำรัสวิทยา อ.วังม่วง วิทยาลัยเทคนิคท่าหลวงซิเมนต์ไทยอนุสรณ์ อ.บ้านหมอ และโรงเรียนบ้านหนองผักหนอก อ.มวกเหล็ก

4. ส่งเสริมเกษตรคาร์บอนต่ำ เอสซีจีร่วมกับสำนักงานเกษตรจังหวัดสระบุรี ส่งเสริมเกษตรกรปรับเปลี่ยนรูปแบบการทำนาเป็น “นาเปียกสลับแห้ง” เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก พร้อมสนับสนุนการพัฒนาบรรจุภัณฑ์สำหรับผลิตภัณฑ์ “ข้าวรักษ์โลกสระบุรี” จากการทำนาเปียกสลับแห้ง เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มและขยายโอกาสทางการตลาด ร่วมกับวิสาหกิจชุมชนศูนย์ข้าวชุมชนตำบลท่าช้าง อำเภอเสาไห้ จังหวัดสระบุรี นอกจากนี้ ยังขับเคลื่อนความร่วมมือในรูปแบบ PPPP ผ่านโครงการลดการเผาใบอ้อยอย่างยั่งยืน ในพื้นที่อำเภอวังม่วง จังหวัดสระบุรี โดยสนับสนุนเครื่องย่อยและอัดใบอ้อย เพื่อนำวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรไปใช้เป็นเชื้อเพลิงทดแทนในภาคอุตสาหกรรม ช่วยลดการเผาในที่โล่ง ลดปัญหาฝุ่น PM2.5 และสร้างรายได้เสริมให้แก่เกษตรกรในพื้นที่
5. การเพิ่มพื้นที่สีเขียว เอสซีจีสนับสนุนการสร้างความเข้มแข็งของเครือข่ายป่าชุมชนจังหวัดสระบุรีทั้ง 45 แห่ง ควบคู่กับการยกระดับคุณภาพชีวิตของชุมชน ผ่านการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และประสบการณ์ระหว่างเครือข่ายป่าชุมชน การปลูกป่าเพื่อเพิ่มพื้นที่
สีเขียว และการส่งเสริมความหลากหลายทางชีวภาพ (Biodiversity) ในป่าชุมชน เพื่อเป็นทั้งแหล่งอาหารและแหล่งสร้างรายได้ของคนในพื้นที่ รวมถึงการนำจุดแข็งของแต่ละป่าชุมชนมาต่อยอดสู่การพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ โดยร่วมกับสมาคมการท่องเที่ยวจังหวัดสระบุรี ในการพัฒนาศักยภาพ “นักอาบป่า” และจัดกิจกรรมอาบป่า เพื่อสร้างความตระหนักด้านการอนุรักษ์ป่าไม้ ควบคู่กับการสร้างรายได้ให้แก่ชุมชนท้องถิ่น
นอกจากนี้ เอสซีจีร่วมกับป่าชุมชนบ้านคลองระบัง จัดกิจกรรม “เยาวชนรักษ์ป่าสระบุรี” เพื่อส่งเสริมการมีส่วนร่วมของเยาวชนในการดูแลและอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้ในพื้นที่ของตนเอง พร้อมทั้งสนับสนุนองค์ความรู้ให้แก่ป่าชุมชนบ้านถ้ำน้ำพุ และป่าชุมชนบ้านมวกเหล็กใน ในการจัดทำข้อเสนอโครงการเพื่อขอรับการสนับสนุนจากกองทุนสิ่งแวดล้อม ภายใต้การบริหารของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ซึ่งได้รับการอนุมัติงบประมาณรวม 4.16 ล้านบาท อีกทั้ง เอสซีจียังได้ร่วมกับภาคีเครือข่ายดำเนิน “โครงการจัดการน้ำชุมชนอย่างยั่งยืน จังหวัดสระบุรี” เพื่อพัฒนาระบบบริหารจัดการน้ำแบบมีส่วนร่วม ครอบคลุมการเก็บกักน้ำ การใช้น้ำ และการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ เพื่อลดผลกระทบจากภัยแล้งและอุทกภัย โดยนำร่องในพื้นที่อำเภอมวกเหล็กและอำเภอแก่งคอย จังหวัดสระบุรีี
6. นอกจากนี้ “สระบุรีแซนด์บ็อกซ์” ซึ่งขับเคลื่อนผ่านรูปแบบ PPPP ยังได้รับการคัดเลือกจากเวที World Economic Forum (WEF) ให้เป็นหนึ่งใน 10 โครงการต้นแบบของอาเซียน และได้รับการเผยแพร่ความสำเร็จใน White Paper ของการประชุม Davos 2026 ประเทศสวิตเซอร์แลนด์
