2025 Opinion Panel: มุมมองจากผู้เชี่ยวชาญและผู้มีส่วนได้เสียต่อการเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืน
คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน เอสซีจีได้จัดงาน 2568 Opinion Panel เพื่อเปิดรับฟังข้อเสนอแนะและความคิดเห็นจากผู้เชี่ยวชาญโดยมีเป้าหมายเพื่อยกระดับการสร้างคุณค่าให้กับผู้มีส่วนได้เสียตลอดห่วงโซ่คุณค่ารวมถึงสังคมโดยรวม สอดคล้องกับแนวทาง Inclusive Green Growth ของเอสซีจี ที่ซึ่งมุ่งขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจควบคู่ไปกับการพัฒนาสังคม และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่าง เพื่อให้ทุกภาคส่วนสามารถเปลี่ยนผ่านไปพร้อมกันได้อย่างเป็นระบบและเป็นธรรม ในปี 2568 เอสซีจีได้จัดเวทีแลกเปลี่ยนความคิดเห็นภายใต้หัวข้อ “Green Breakthrough amid the Perfect Storm – เร่งด้วยกรีน รอดด้วยกัน” เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2568 เพื่อรวบรวมข้อเสนอแนะในการรับมือกับความไม่แน่นอนพร้อมทั้งเร่งขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านสู่สังคมคาร์บอนต่ำและความยั่งยืน
การเสวนาครั้งนี้ได้รวบรวมผู้เข้าร่วมจากหลากหลายภาคส่วน ทั้งหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม เพื่อร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองต่อความท้าทายและโอกาสด้านความยั่งยืนที่สำคัญของประเทศไทย โดยข้อเสนอแนะทั้งหมดจากการเสวนาได้ถูกรวบรวมและนำเสนอในงาน ESG Symposium เพื่อสนับสนุนการขับเคลื่อนการเติบโตสีเขียวอย่างครอบคลุมและยืดหยุ่นในระยะยาว โดยมุ่งเน้น 2 ประเด็นที่สำคัญได้แก่
Energy Transition

การหารือในเวที Opinion Panel สะท้อนมุมมองจากผู้ทรงคุณวุฒิหลากหลายภาคส่วนว่า ประเทศไทยกำลังเผชิญแรงกดดันจากทั้งบริบทโลกและกฎระเบียบใหม่ เช่น CBAM และมาตรฐานด้านคาร์บอน ทำให้การเร่งเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดเป็น “เรื่องจำเป็นเชิงโครงสร้าง” ไม่ใช่เพียงทางเลือก ความท้าทายสำคัญอยู่ที่โครงสร้างระบบพลังงาน กฎระเบียบ และกลไกตลาดที่ยังไม่เอื้อต่อการเข้าถึงพลังงานสะอาดอย่างทั่วถึงและแข่งขันได้
ในมุมของความร่วมมือทุกภาคส่วนจำเป็นต้องทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบ โดยภาครัฐมีบทบาทในการปรับปรุงนโยบายและกฎระเบียบให้มีความยืดหยุ่นและเปิดกว้างมากขึ้น เช่น การสนับสนุน TPA (Third Party Access) การกำหนดโครงสร้างค่าไฟที่เป็นธรรม และการสร้างกลไกตลาดคาร์บอน ขณะที่ภาคเอกชนต้องเร่งลงทุนและนำเทคโนโลยีพลังงานสะอาดมาใช้ รวมถึงร่วมพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เช่น Green Infrastructure และระบบกักเก็บพลังงาน (ESS) ตลอดจนสนับสนุนการเชื่อมโยงไฟฟ้าในระดับภูมิภาค (ASEAN Power Grid) เพื่อเพิ่มความมั่นคงและประสิทธิภาพของระบบ
เพื่อร่วมสนับสนุนและขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านดังกล่าว เอสซีจีมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อน Energy Transition โดยใช้ศักยภาพด้านเทคโนโลยี นวัตกรรม และเครือข่ายพันธมิตร เช่น การพัฒนาและใช้พลังงานทางเลือก การลงทุนในโซลูชันคาร์บอนต่ำ (เช่น CCUS, alternative fuels) การร่วมมือกับภาครัฐและพันธมิตรในโครงการนำร่อง (pilot projects) รวมถึงการสนับสนุน ecosystem ที่เอื้อต่อการเข้าถึงพลังงานสะอาดของภาคอุตสาหกรรมและคู่ค้า (supply chain)
ข้อสรุปจากการหารือ
การเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดของประเทศไทยจำเป็นต้องดำเนินการอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง โดยมีประเด็นสำคัญดังนี้
- ต้องเร่งปรับโครงสร้างนโยบายและกฎระเบียบพลังงานให้สอดคล้องกับบริบทใหม่ เปิดโอกาสให้เกิดการแข่งขันที่เป็นธรรม และเอื้อต่อการเข้าถึงพลังงานสะอาดของทุกภาคส่วน ทั้งผู้ผลิตรายใหญ่ รายย่อย และภาคอุตสาหกรรม
- พัฒนากลไกตลาด (market-based mechanisms) เช่น ตลาดคาร์บอน ระบบซื้อขายไฟฟ้า และเครื่องมือทางการเงินสีเขียว เพื่อจูงใจการลงทุนและลดภาระต้นทุนในระยะยาว
- ลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นต่อระบบพลังงานยุคใหม่ เช่น ระบบกักเก็บพลังงาน (ESS), smart grid และโครงข่ายไฟฟ้าที่เชื่อมโยงระดับภูมิภาค เพื่อรองรับพลังงานหมุนเวียนที่มีความผันผวน
- ส่งเสริมการนำเทคโนโลยีใหม่มาใช้ในเชิงพาณิชย์ เช่น SMR, hydrogen และ CCUS เพื่อเพิ่มทางเลือกในการลดคาร์บอนในภาคอุตสาหกรรม
- สร้าง “Green Ecosystem” ที่เชื่อมโยงทั้งภาครัฐ เอกชน และสถาบันการเงิน เพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านทั้งระบบ รวมถึงการพัฒนาศักยภาพบุคลากรและการเข้าถึงแหล่งเงินทุน
- ขับเคลื่อนแนวทาง “Go Green อย่างเป็นรูปธรรม” ที่คำนึงถึงความสมดุลระหว่างความมั่นคงด้านพลังงาน ต้นทุนที่แข่งขันได้ และเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อม
Just Transition for SMEs

การหารือในเวที Opinion Panel สะท้อนความคิดเห็นจากผู้ทรงคุณวุฒิหลากหลายภาคส่วนว่า SMEs ซึ่งเป็นโครงสร้างหลักของเศรษฐกิจไทย กำลังเผชิญความท้าทายรอบด้าน ทั้งจากการแข่งขันที่สูงขึ้น เทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงเร็ว และข้อกำหนดด้านความยั่งยืน (ESG) ที่เข้มงวดขึ้น โดยเฉพาะการเข้าถึงแหล่งเงินทุน ความรู้ เทคโนโลยี และตลาดใหม่ยังเป็นข้อจำกัดสำคัญ “Just Transition สำหรับ SMEs” ต้องไม่ใช่เพียงการกำหนดมาตรฐาน แต่ต้องเป็นการ “ยกระดับศักยภาพ” อย่างเป็นระบบ เพื่อให้ SMEs สามารถปรับตัวและเติบโตได้อย่างยั่งยืน
ในมุมของความร่วมมือ ภาครัฐและเอกชนต้องทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด โดยภาครัฐมีบทบาทสำคัญในการออกแบบนโยบายและกลไกสนับสนุนที่เหมาะสมกับบริบทของ SMEs เช่น การลดข้อจำกัดด้านกฎระเบียบ การจัดตั้ง One Stop Service เพื่อให้คำปรึกษาและสนับสนุนการเข้าถึงแหล่งเงินทุน รวมถึงการส่งเสริมการพัฒนาทักษะใหม่ (reskill/upskill) ในด้านดิจิทัล นวัตกรรม และ ESG ขณะที่ภาคเอกชนสามารถมีบทบาทในการถ่ายทอดองค์ความรู้ เทคโนโลยี และเปิดโอกาสทางการตลาด ผ่านการสร้าง ecosystem ความร่วมมือ เช่น cluster หรือ value chain partnership เพื่อให้ SMEs สามารถเชื่อมโยงเข้าสู่ตลาดที่มีมูลค่าสูงขึ้น ทั้งในและต่างประเทศ
เพื่อร่วมสนับสนุนและขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านดังกล่าว เอสซีจีมีบทบาทสำคัญในการสนับสนุน SMEs ผ่านศักยภาพด้านธุรกิจและความยั่งยืน โดยเฉพาะการทำงานร่วมกับคู่ค้าในห่วงโซ่อุปทาน (supply chain) เช่น การพัฒนาองค์ความรู้ด้าน ESG การสนับสนุนการลดคาร์บอน การถ่ายทอดเทคโนโลยีและนวัตกรรม รวมถึงการช่วยสร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่ใน Green Value Chain นอกจากนี้ เอสซีจียังสามารถทำหน้าที่เป็น “platform” เชื่อมโยงความร่วมมือระหว่างภาครัฐ สถาบันการเงิน และ SMEs เพื่อเร่งการเปลี่ยนผ่านอย่างเป็นรูปธรรม
ข้อสรุปจากการหารือ
การยกระดับ SMEs ไทยสู่ความยั่งยืนจำเป็นต้องดำเนินการแบบ “ครบวงจร” และ “แยกตามศักยภาพ” โดยมีประเด็นสำคัญดังนี้
- ต้องพัฒนาเครื่องมือและมาตรการสนับสนุน SMEs ที่ครอบคลุมทั้งด้านเงินทุน ความรู้ เทคโนโลยี และการเข้าถึงตลาด โดยออกแบบให้เหมาะสมกับลักษณะของ SMEs แต่ละกลุ่ม (เช่น micro, small, medium และ tradable / non-tradable)
- ยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน (competitiveness) ผ่านการเพิ่ม productivity การสร้างมูลค่าเพิ่ม (value-added) และการนำเทคโนโลยีดิจิทัลและนวัตกรรมมาใช้ เช่น AI และ digital transformation
- พัฒนาทักษะแรงงานควบคู่ไปกับการเปลี่ยนผ่าน โดยเน้น reskill/upskill ให้สอดคล้องกับเศรษฐกิจสีเขียวและเศรษฐกิจดิจิทัล
- ส่งเสริมการรวมกลุ่มในรูปแบบ cluster และ ecosystem เพื่อให้ SMEs สามารถเข้าถึงทรัพยากร ความรู้ และโอกาสทางธุรกิจได้มากขึ้น
- จัดตั้งกลไกสนับสนุนแบบครบวงจร เช่น One Stop Service และการเชื่อมโยงกับสถาบันการเงิน เพื่อแก้ปัญหาการเข้าถึงแหล่งทุนอย่างเป็นรูปธรรม
- ผลักดัน Green Transformation ของ SMEs ให้สามารถเข้าสู่ Green Value Chain และตอบโจทย์ข้อกำหนดด้าน ESG ในตลาดโลก