เอสซีจีให้ความสำคัญกับความยั่งยืนตลอดห่วงโซ่อุปทานตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน องค์กรจึงมุ่งมั่นบริหารจัดการคู่ธุรกิจเพื่อสร้างคุณค่าที่ยั่งยืนร่วมกัน โดยให้ความสำคัญกับการคัดเลือกคู่ธุรกิจที่มีศักยภาพในการดำเนินธุรกิจอย่างมีจริยธรรมมีความเชี่ยวชาญ และพร้อมปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงที่มีผลต่อความยั่งยืนภายใต้แผนบริหารความเสี่ยง นอกจากนี้เอสซีจียังมุ่งสร้างโอกาสร่วมกันกับคู่ธุรกิจผ่านระบบการประเมินและแผนพัฒนาร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ

เป้าหมาย

  • คู่ธุรกิจ 95% ของมูลค่าจัดหาลงนามตามจรรยาบรรณคู่ธุรกิจของเอสซีจีภายในปี 2566
  • คู่ธุรกิจ 100% ของมูลค่าการจัดหามูลค่ามากกว่า 1 ล้านบาท ผ่านกระบวนการประเมินความเสี่ยงด้าน ESG
  • 100% คู่ธุรกิจในกระบวนการผลิตผ่านการรับรองความปลอดภัยตั้งแต่ปี 2555 ต่อเนื่องไปทุกปี

กลยุทธ์

 1. คัดเลือกและตรวจประเมินคู่ธุรกิจที่มีศักยภาพในการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน

คัดเลือกคู่ธุรกิจโดยคำนึงถึงความมุ่งมั่นที่จะปฏิบัติตามจรรยาบรรณคู่ธุรกิจ และศักยภาพในการดำเนินธุรกิจให้เติบโตได้อย่างยั่งยืน จัดการตรวจประเมินและให้การรับรองคู่ธุรกิจทุกรายเป็นประจำอย่างต่อเนื่องทุกปี เพื่อลดความเสี่ยงในห่วงโซ่อุปทาน

 2ประเมินความเสี่ยงและการจัดกลุ่มคู่ธุรกิจ

วิเคราะห์ค่าใช้จ่ายและประเมินความเสี่ยงด้านธุรกิจ ควบคู่กับด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และการกำกับดูแล (ESG) โดยจัดลำดับความสำคัญของความเสี่ยงที่อาจมีผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจของเอสซีจี และนำผลมาจัดกลุ่มคู่ธุรกิจเพื่อกำหนดกลยุทธ์และวางแผนพัฒนาคู่ธุรกิจให้สอดคล้องกับความเสี่ยง

 3. พัฒนาและยกระดับศักยภาพคู่ธุรกิจสู่ความยั่งยืน

จัดทำแผนพัฒนาและยกระดับประสิทธิภาพการดำเนินงานให้สอดคล้องกับความเสี่ยง และต่อยอดพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันของคู่ธุรกิจให้พร้อมเติบโตไปกับเอสซีจี

 4. สร้างความตระหนัก ความรู้ ความสามารถของพนักงาน

จัดตั้งคณะกรรมการกำกับดูแลสถาบันการจัดซื้อจัดจ้างเพื่อพัฒนาความรู้และความสามารถของพนักงาน แบ่งปันความรู้ ข้อมูล แนวทางปฏิบัติกับหน่วยงานจัดซื้อจัดจ้างทั้งภาครัฐและเอกชน โดยเน้นที่การจัดซื้อจัดจ้างและความยั่งยืน เพื่อให้มั่นใจว่าบุคลากรของเราทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพตามเป้าหมาย

การบริหารจัดการ

  1. จัดการตรวจประเมินความเสี่ยงและให้การรับรองคู่ธุรกิจทุกรายเป็นประจำอย่างต่อเนื่องทุกปี โดยใช้กรอบการบริหารความเสี่ยงทั่วทั้งองค์กรและดำเนินการตาม “กรอบการดำเนินงานด้านการจัดหาอย่างยั่งยืน เอสซีจี” ซึ่งครอบคลุมด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และการกำกับดูแล (ESG) ร่วมกับการวิเคราะห์ค่าใช้จ่าย 
  2. จัดกลุ่มคู่ธุรกิจเป็น 4 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มคู่ธุรกิจทั่วไปลำดับที่ 1 กลุ่มคู่ธุรกิจที่มีนัยสำคัญ กลุ่มคู่ธุรกิจที่มีความเสี่ยงด้านความยั่งยืน และกลุ่มคู่ธุรกิจทางอ้อมรายสำคัญ 
  3. จัดทำแผนพัฒนาและยกระดับประสิทธิภาพการดำเนินงานของคู่ธุรกิจด้านความยั่งยืน ซึ่งครอบคลุมด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และการกำกับดูแล (ESG) อย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพ เช่น Contractor Safety Management และ SCG Transportation Safety: Sustainability Program  
  4. จัดตั้งคณะกรรมการเพื่อพัฒนาความรู้ความสามารถของพนักงานในกลุ่มวิชาชีพจัดหา พัสดุ และโลจิสติกส์ รวมทั้งแลกเปลี่ยนความรู้ ข้อมูล วิธีปฏิบัติ ร่วมกับองค์กรจัดซื้อทั้งภาครัฐและภาคเอกชน 
  5. จัดให้มีคณะกรรมการดูแลการศึกษาการจัดซื้อ (Procurement Sub Academy Steering Committee) เพื่อพัฒนาความรู้ความสามารถของพนักงาน รวมทั้งแลกเปลี่ยนความรู้ ข้อมูล วิธีปฏิบัติ ร่วมกับองค์กรจัดซื้อทั้งภาครัฐและภาคเอกชน ทั้งงานจัดหาและการพัฒนาคู่ธุรกิจสู่ความยั่งยืน เพื่อให้พนักงานปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและสอดคล้องกับเป้าหมาย

โครงสร้างการดำเนินงานเพื่อความยั่งยืน : การกำกับดูแลและการดำเนินงานตาม Supplier ESG Program

โครงสร้างการกำกับดูแล

เอสซีจี ได้นำแนวทางการบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานมาใช้เป็นกลยุทธ์หลักในการลดความเสี่ยงและเสริมสร้างความแข็งแกร่งขององค์กร โดยมีการจัดตั้งหน่วยงานที่รับผิดชอบทั้งในระดับองค์กรและระดับธุรกิจ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในทุกกระบวนการตลอดห่วงโซ่คุณค่า และสร้างประโยชน์สูงสุดให้กับผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย​

คณะกรรมการบริษัทคณะกรรมการบริษัทมีบทบาทในการกำกับดูแลนโยบาย กลยุทธ์ และโครงการด้าน ESG สำหรับคู่ธุรกิจโดยไม่เพียงมุ่งเน้นการรับมือกับความท้าทายในห่วงโซ่อุปทานในปัจจุบันเท่านั้น แต่ยังให้ความสำคัญกับกลยุทธ์ระยะยาวเพื่อสร้างการดำเนินธุรกิจที่ยั่งยืน​

เพื่อให้การดำเนินงานด้านความยั่งยืนเกิดประสิทธิภาพสูงสุด คณะกรรมการบริษัทได้มอบหมายให้แก่คณะกรรมการพัฒนาอย่างยั่งยืน (SCG Sustainable Development Committee: SDC) ซึ่งมีกรรมการผู้จัดการใหญ่เอสซีจีเป็นประธาน SDC มีหน้าที่กำกับดูแลและผลักดันการดำเนินงานด้านความยั่งยืนของเอสซีจีให้สอดคล้องกับกลยุทธ์องค์กรและเป้าหมาย ESG ภายใต้ SDC ประกอบด้วย 5 คณะอนุกรรมการที่ดูแลมิติต่างๆ ของความยั่งยืนทั้งด้านเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม และสังคม หนึ่งในคณะอนุกรรมการที่สำคัญคือ คณะกรรมการ Sustainable Supplier Committee ซึ่งมีบทบาทในการดำเนินโครงการ ESG สำหรับคู่ธุรกิจและเสริมสร้างแนวปฏิบัติด้านความยั่งยืน โดยอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ Governance & Economic Excellence Committee เพื่อให้สามารถบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมรับมือกับความท้าทาย และขับเคลื่อนความยั่งยืนได้อย่างเป็นระบบ​

บทบาทของ Sustainable Supplier Committee

ทำหน้าที่เป็นกลไกหลักในการบูรณาการ ESG เข้ากับการบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานของเอสซีจีโดยมีหน้าที่สำคัญ ได้แก่

• กำหนดหลักเกณฑ์การคัดเลือกและประเมินความเสี่ยงของคู่ธุรกิจ เพื่อให้มั่นใจถึงการดำเนินงานตามกระบวนการตรวจสอบอย่างรอบด้าน และการจัดหาอย่างมีความรับผิดชอบ

• จัดลำดับความสำคัญของคู่ธุรกิจตามระดับความเสี่ยง เพื่อป้องกันความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับ ESG ในห่วงโซ่อุปทาน

• สร้างคุณค่าร่วมอย่างยั่งยืน โดยการส่งเสริมศักยภาพของคู่ธุรกิจผ่านโครงการความร่วมมือและการสนับสนุน

• จัดอบรมและพัฒนาศักยภาพผู้ปฏิบัติงานด้านจัดซื้อของเอสซีจีให้สามารถปฏิบัติตามข้อกำหนดของ SCG ESG Program สำหรับคู่ธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ

คณะกรรมการดังกล่าวจะรายงานผลการดำเนินงานด้านการบริหารจัดการผู้จัดหาให้แก่คณะกรรมการการพัฒนาอย่างยั่งยืน เอสซีจี (SDC) เพื่อให้มั่นใจว่าการดำเนินการทั้งหมดสอดคล้องกับกลยุทธ์ของคณะกรรมการบริษัท จรรยาบรรณคู่ธุรกิจเอสซีจี และ SCG ESG Program นอกจากนี้ คณะกรรมการยังดำเนินการพัฒนากรอบการดำเนินงานด้านการจัดซื้อจัดหาอย่างยั่งยืน (Sustainable Procurement Framework) และปรับปรุงระบบ SCG Supplier Portal อย่างต่อเนื่อง เพื่อส่งเสริมประสิทธิภาพ ความโปร่งใส และความรับผิดชอบในการบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานอย่างยั่งยืน ซึ่งเป็นการตอกย้ำความมุ่งมั่นของเอสซีจีต่อการจัดหาอย่างมีความรับผิดชอบและการสร้างความสัมพันธ์กับคู่ธุรกิจในระยะยาว

SCG Supplier Portal

เป็นแพลตฟอร์มการจัดซื้อจัดจ้างและสื่อสารที่ทรงประสิทธิภาพ สำหรับบริหารและติดต่อกับคู่ธุรกิจของเอสซีจีอย่างต่อเนื่องวัตถุประสงค์หลักคือการบริหารจัดการคู่ธุรกิจผ่านระบบคัดกรองและประเมินความเสี่ยงด้าน ESG ให้สอดคล้องกับจรรยาบรรณคู่ธุรกิจเอสซีจี (SCG Supplier Code of Conduct) ตลอดจนการบริหารจัดการเชิงรุกเพื่อรักษาความต่อเนื่องทางธุรกิจ ควบคุมต้นทุน รักษาคุณภาพ และบริหารเวลาการส่งมอบสินค้าอย่างมีประสิทธิภาพ ดังนี้​

1. การลงนามจรรยาบรรณคู่ธุรกิจเอสซีจี (SCG Supplier Code of Conduct) เพื่อแสดงถึงความมุ่งมั่นในการปฏิบัติตามหลักจรรยาบรรณคู่ธุรกิจของเอสซีจี​

  1. การจัดการข้อมูลด้านความยั่งยืน ซึ่งรวมถึงการจัดเก็บเอกสาร การสื่อสารเกี่ยวกับเกณฑ์การคัดกรองและประเมิน ESG และการติดตามผลการดำเนินงานด้าน ESG ของคู่ธุรกิจ​
  2. ตรวจสอบข้อมูลคู่ธุรกิจ การจัดการเอกสาร และการคัดกรองคู่ธุรกิจที่ผ่านเกณฑ์ SCG ESG criteria​
  3. การบริหารความเสี่ยงอย่างครบวงจร ประกอบด้วยการประเมินความเสี่ยง การบรรเทาความเสี่ยง และการจัดทำแผนปฏิบัติการร่วมกัน รวมถึงการติดตามเสถียรภาพทางการเงิน การตรวจสอบประวัติ และการจัดการการปฏิบัติตามกฎระเบียบและข้อกำหนด ESG​
  4. การสร้างและรักษาความสัมพันธ์เชิงบวกกับคู่ธุรกิจผ่านการสื่อสาร การทำงานร่วมกัน การรับข้อเสนอแนะ และการจัดให้มีช่องทางการแจ้งเบาะแสที่มีประสิทธิภาพ

การพัฒนาพนักงานจัดซื้อจัดจ้าง

เพื่อเสริมสร้างความรู้และความเข้าใจของพนักงานจัดซื้อจัดหาเกี่ยวกับเป้าหมาย ESG และแนวปฏิบัติด้านการจัดซื้อจัดจ้าง Sustainable Supplier Committee ได้พัฒนาระบบ E-learning ที่ออกแบบเฉพาะเพื่อยกระดับทักษะและศักยภาพของพนักงานจัดซื้อจัดหาทั่วทั้งองค์กรระบบการเรียนรู้ออนไลน์นี้มุ่งส่งเสริมความเข้าใจในกรอบการจัดซื้ออย่างยั่งยืน (Sustainable Procurement Framework) ซึ่งเป็นแนวทางสำคัญที่บริษัทในกลุ่มเอสซีจีใช้เป็นมาตรฐานในการทำงานร่วมกับคู่ธุรกิจกรอบการทำงานดังกล่าวได้กำหนดกระบวนการบริหารความเสี่ยงแบบองค์รวมที่ครอบคลุมทุกมิติ ทั้งเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม สังคม และบรรษัทภิบาล (ESG) พร้อมแนวทางปฏิบัติที่เหมาะสมตามระดับความเสี่ยง โดยคำนึงถึงปัจจัยสำคัญด้านคุณภาพ ปริมาณ และการส่งมอบที่ตรงเวลาเพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าอย่างมีประสิทธิภาพ ควบคู่ไปกับการยึดมั่นในการปฏิบัติตามกฎหมายและมาตรฐานประกันคุณภาพ เพื่อป้องกันและลดผลกระทบจากความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นหลักสูตรออนไลน์นี้ใช้เวลา 30 นาที และมีการทดสอบหลังเรียน (Post Test) เพื่อวัดและประเมินความเข้าใจของผู้เรียนภายหลังการอบรมอย่างมีประสิทธิภาพ

Supplier Code of Conduct

เอสซีจีดำเนินธุรกิจอย่างมีคุณธรรมตามหลักบรรษัทภิบาลและจรรยาบรรณเอสซีจี ควบคู่กับความมุ่งมั่นในการดูแล ส่งเสริม สนับสนุนต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมตามแนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืนซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่นำมาสู่ความสมดุลของสังคม สิ่งแวดล้อม และธุรกิจ ให้สามารถเจริญเติบโตควบคู่กันได้อย่างยั่งยืน

เอสซีจีมีเจตนารมณ์ ที่จะส่งเสริมแนวคิดนี้ออกไปยังคู่ธุรกิจ ซึ่งเป็นผู้มีส่วนสำคัญในการดำเนินธุรกิจของเอสซีจี จึงได้จัดทำ “จรรยาบรรณคู่ธุรกิจเอสซีจี” เพื่อให้คู่ธุรกิจร่วมกันนำหลักการและแนวคิดดังกล่าวไปปฏิบัติในการดำเนินธุรกิจ รวมถึงสนับสนุนให้คู่ธุรกิจนำไปขยายผลปรับใช้เป็นนโยบาย มาตรฐานและแนวทางในการดำเนินงานกับคู่ธุรกิจของตนเอง เพื่อให้เกิดความเป็นธรรม โปร่งใส และสร้างคุณค่าให้แก่ผู้มีส่วนได้เสียอย่างยั่งยืน ตลอดห่วงโซ่คุณค่า ตั้งแต่การออกแบบ การจัดซื้อจัดหา การผลิตสินค้าบริการ การกระจายสินค้า และโลจิสติกส์ รวมถึงการจัดการของเสียและผลิตภัณฑ์หลังการใช้งาน ตลอดจนปฏิบัติตัวเป็นพลเมืองดีควบคู่ไปกับการกำกับดูแลกิจการเพื่อสังคม สิ่งแวดล้อม

กรอบการดำเนินงานด้านการจัดหาอย่างยั่งยืน  เอสซีจี (SCG Sustainable Procurement Framework)

เอสซีจีให้ความสำคัญกับการจัดการห่วงโซ่อุปทาน โดยพิจารณาและบริหารความเสี่ยงตลอดทั้งห่วงโซ่อุปทาน เริ่มตั้งแต่กระบวนการจัดหาวัตถุดิบ วัสดุและอุปกรณ์ที่ใช้ในการผลิต การขนส่ง การซื้อขาย การส่งมอบสินค้าและบริการเพื่อตอบสนองความต้องการของและป้องกันไม่ให้มีผลกระทบเชิงลบต่อความไว้วางใจของลูกค้าและผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย

กรอบการดำเนินงานด้านการจัดหาอย่างยั่งยืน  เอสซีจี เป็นกรอบการดำเนินงานที่นำไปใช้โดยทุกบริษัทภายใต้การดำเนินงานของเอสซีจี ประกอบด้วยองค์ประกอบ 4 ส่วน ได้แก่

  • องค์ประกอบที่ 1 การแสดงความมุ่งมั่น (Commitment) เอสซีจี มุ่งมั่นดำเนินธุรกิจตามแนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืนภายใต้หลักบรรษัทภิบาล  และมีเจตนารมณ์ที่จะส่งเสริมแนวคิดนี้ออกไปยังคู่ธุรกิจ ซึ่งเป็นผู้มีส่วนสำคัญในการดำเนินธุรกิจของเอสซีจี
  • องค์ประกอบที่ 2 การจัดการความเสี่ยงในกระบวนการจัดหา (Procurement Practice towards Supply Chain ESG Risk management Process) เพื่อคัดเลือก ประเมินและบริหารจัดการความเสี่ยงของคู่ธุรกิจ โดยยึดถือและปฏิบัติตามเนื้อหา และขอบเขตของแนวทางการปฏิบัติภายใต้ระเบียบ ข้อบังคับ และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ครอบคลุมประเด็นด้านจริยธรรมในการดำเนินธุรกิจ สิทธิมนุษยชน อาชีวอนามัยและความปลอดภัย สิ่งแวดล้อม ตลอดจนกฎหมายและข้อกำหนดอื่นๆ
  • องค์ประกอบที่ 3 การวัดผลการดำเนินงาน (Measurement) เพื่อให้มั่นใจว่าการดำเนินงานด้านความยั่งยืนของคู่ธุรกิจและการดำเนินงานในกระบวนการจัดหาเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และสอดคล้องกับการดำเนินธุรกิจตามแนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืนภายใต้หลักบรรษัทภิบาล
  • องค์ประกอบที่ 4 การรายงานและการสื่อสาร (Reporting  and Communication) เพื่อให้มั่นใจว่าการดำเนินงานด้านความยั่งยืนของคู่ธุรกิจและการดำเนินงานในกระบวนการจัดหาเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ จำเป็นต้องมีการสื่อสารข้อมูลและผลการดำเนินงานให้แก่ผู้มีส่วนได้เสียในแต่ละระดับ

กรอบการดำเนินงานด้านการจัดหาอย่างยั่งยืนเอสซีจีกำหนดขึ้นเพื่อให้ทุกบริษัทภายใต้การดำเนินงานของเอสซีจี นำไปใช้ในการประเมินคู่ธุรกิจเพื่อจัดกลุ่มคู่ธุรกิจในการบริหารความเสี่ยง ได้แก่ Significant Supplier (Critical Supplier + High Potential Sustainability (ESG) Risk Supplier), General Supplier รวมถึงส่งเสริมให้คู่ธุรกิจของคู่ธุรกิจ (*Critical Non-tier1 Supplier) นำกรอบกรอบการดำเนินงานด้านการจัดหาอย่างยั่งยืนเอสซีจีไปใช้เพื่อลดความเสี่ยงในการจัดการห่วงโซ่อุปทานของตนเอง

แนวทางการจัดซื้อจัดจ้างเพื่อกระบวนการจัดการความเสี่ยง ESG ของห่วงโซ่อุปทาน

ขั้นตอนที่ 1 การคัดเลือกและขึ้นทะเบียนผู้ขาย (Supplier Selection and Approved Vendor List)

การขึ้นทะเบียนผู้ขาย เพื่อการคัดเลือกคู่ธุรกิจทีมีศักยภาพร่วมธุรกิจโดยใช้ข้อกำหนดขั้นต่ำ (Minimum Requirements) เพื่อให้คู่ธุรกิจยึดถือและปฏิบัติตาม โดยมีเนื้อหา และขอบเขตของแนวทางการปฏิบัติภายใต้ระเบียบ ข้อบังคับ และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ครอบคลุมประเด็นด้านจริยธรรมในการดำเนินธุรกิจ แรงงานสิทธิมนุษยชน อาชีวอนามัยและความปลอดภัย สิ่งแวดล้อม ตลอดจนกฎหมายและข้อกำหนดอื่นๆ​

ข้อกำหนดขั้นต่ำ

  • การลงนามลงนามปฏิบัติตามจรรยาบรรณคู่ธุรกิจเอสซีจี หรือ แสดงความมุ่งมั่นปฏิบัติตามแนวทางจรรยาบรรณคู่ธุรกิจเอสซีจีโดยมีจรรยาบรรณในการดำเนินธุรกิจ/ข้อกำหนด/แนวทางดำเนินธุรกิจที่สอดคล้องกับจรรยาบรรณคู่ธุรกิจของเอสซีจี เป็นเอกสารที่เป็นลายลักษณ์อักษร​
  • คู่ธุรกิจที่เข้ามาทำงานในพื้นที่รับทราบและปฏิบัติตามกฎพิทักษ์ชีวิต (Life Saving Rules)​
  • คู่ธุรกิจในกระบวนการผลิตผ่านการรับองความปลอดภัยผู้รับเหมาเครือซิเมนต์ไทย (SCG Subcontractor Safety Certification System: SCS)

ขั้นตอนที่ 2 การวิเคราะห์การใช้จ่าย (Spend Analysis)

ดำเนินการวิเคราะห์การใช้จ่าย (Spending Analysis) เพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการประเมินความเสี่ยงและการบริหารความเสี่ยงของคู่ธุรกิจ โดยขอบเขตของการวิเคราะห์การใช้จ่ายครอบคลุมการจัดซื้อและการจัดหาทุกประเภท

ขั้นตอนที่ 3 การประเมินคู่ธุรกิจ  (Supplier Screening)

ดำเนินการประเมินซัพพลายเออร์โดยพิจารณาผลกระทบของซัพพลายเออร์ต่อความเสี่ยงในการจัดซื้อจัดจ้างและการดำเนินธุรกิจ เพื่อระบุซัพพลายเออร์ที่สำคัญต่อซัพพลายเออร์ที่สำคัญ และการประเมิน ESG เพื่อระบุ *ซัพพลายเออร์สำคัญ ซึ่งรวมถึงซัพพลายเออร์ที่มีความเสี่ยงทั้งวิกฤตและความยั่งยืนที่มีศักยภาพสูง (ESG) . กระบวนการประเมินซัพพลายเออร์ควรดำเนินการอย่างน้อยปีละครั้งอย่างสม่ำเสมอ ณ สิ้นปี ซึ่งรวมถึงการประเมินความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับแง่มุมทางเศรษฐกิจของซัพพลายเออร์และความยั่งยืนหรือประสิทธิภาพ ESG ซึ่งครอบคลุมปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล

การประเมินความเสี่ยง และจัดกลุ่มคู่ธุรกิจ

จัดการประเมินความเสี่ยงในการบริหารห่วงโซ่อุปทานเป็นประจำต่อเนื่องทุกปี โดยพิจารณาจัดกลุ่มคู่ธุรกิจให้สอดคล้องกับความเสี่ยงและความสำคัญ โดยใช้กรอบการบริหารความเสี่ยงทั่วทั้งองค์กร (Enterprise Risk Management) ร่วมกับการวิเคราะห์ค่าใช้จ่าย (Spend Analysis) และเพิ่มความชัดเจนในการพิจารณาความเสี่ยงที่มีผลต่อธุรกิจ เพื่อจำแนกคู่ธุรกิจที่มีนัยสำคัญทางธุรกิจ (Significant Supplier) โดยการพิจารณาถึงปัจจัยความเสี่ยงด้าน สิ่งแวดล้อม สังคม และการกำกับดูแล (Environmental Social and Governance : ESG)

คู่ธุรกิจที่มีนัยสำคัญทางธุรกิจ (Critical Supplier / Business relevant) พิจารณาจาก

  1. High Volume เป็นคู่ธุรกิจที่มียอดซื้อสูง (ยอดซื้อที่ถือเป็น High Volume ขึ้นกับทางธุรกิจ/บริษัทกำหนด) และ/หรือ
  2. Critical Component เป็นคู่ธุรกิจที่ขายสินค้า/บริการที่สำคัญต่อกระบวนการผลิตหรือ
    การดำเนินธุรกิจเป็นอย่างมาก และ/หรือ
  3. Non-Substitutable/ Oligopoly/ OEM
    1. Non-Substitutable: เป็นคู่ธุรกิจที่ขายสินค้า/บริการที่ไม่สามารถหาวัสดุ/ผู้ขายรายอื่นมาทดแทนได้
    1. Oligopoly เป็นคู่ธุรกิจที่ขายสินค้า/บริการที่มีผู้ขายน้อยราย
    1. OEM (Original Equipment Manufacturer)

คู่ธุรกิจที่มีความเสี่ยงด้านความยั่งยืน (High Potential Sustainability (ESG) Risk Supplier) ความเสี่ยงที่คำนึงถึงประเด็นด้านความยั่งยืนที่เกี่ยวข้องกับคู่ธุรกิจนั้นๆ  และปัจจัยอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ได้แก่

  • ความเสี่ยงรายประเทศ (Country-specific risk) เป็นความเสี่ยงที่ เกิดจากความไม่แน่นอนของภาวะทางเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง หรือปัจจัยภายนอกอื่น ๆ เช่น ภัยธรรมชาติ ที่เกิดขึ้นในพื้นที่ที่คู่ธุรกิจตั้งอยู่
  • ความเสี่ยงเฉพาะตัวของอุตสาหกรรม (Sector-specific risk) และ/หรือความเสี่ยงเฉพาะตัวของสินค้า (Commodity-specific risk) เป็นความเสี่ยงที่เกิดจากลักษณะของอุตสาหกรรมที่คู่ธุรกิจอยู่และสินค้าที่คู่ธุรกิจผลิตหรือมีไว้จำหน่าย

โดยหากคู่ธุรกิจไม่สามารถดำเนินการตามข้อกำหนดด้าน ESG ในจรรยาบรรณได้ บริษัทฯ สงวนสิทธิ์ที่จะระงับการจัดซื้อจัดจ้างชั่วคราวหรือถอนชื่อออกจากทะเบียนคู่ธุรกิจของบริษัทฯ

คู่ธุรกิจที่มีนัยสำคัญ (Critical Supplier) หมายถึง คู่ธุรกิจผู้ผลิตและจัดจำหน่ายสินค้าและบริการที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการดำเนินธุรกิจของเอสซีจี เช่น มียอดซื้อสูง เป็นส่วนประกอบสำคัญของสินค้า หรือไม่อาจหาวัสดุ/ผู้ขาย รายอื่นมาทดแทนได้

คู่ธุรกิจที่มีนัยสำคัญ (Critical Supplier) โดยพิจารณาจาก

  1. High Volume เป็นคู่ธุรกิจที่มียอดซื้อสูง (ยอดซื้อที่ถือเป็น High Volume ขึ้นกับทางธุรกิจ/บริษัทกำหนด) และ/หรือ
  2. Critical Component เป็นคู่ธุรกิจที่ขายสินค้า/บริการที่สำคัญต่อกระบวนการผลิตหรือการดำเนินธุรกิจเป็นอย่างมาก และ/หรือ
  3. Non-Substitutable/ Oligopoly/ OEM
  4. Non-Substitutable: เป็นคู่ธุรกิจที่ขายสินค้า/บริการที่ไม่สามารถหาวัสดุ/ผู้ขายรายอื่นมาทดแทนได้
  5. Oligopoly เป็นคู่ธุรกิจที่ขายสินค้า/บริการที่มีผู้ขายน้อยราย
  6. OEM (Original Equipment Manufacturer) เป็นคู่ธุรกิจที่รับจ้างผลิตสินค้าเป็น House Brand/Private Brand

คู่ธุรกิจทางอ้อมรายสำคัญ (Critical Non-tier 1 Supplier) หมายถึง คู่ธุรกิจที่ไม่ได้ผลิตและจัดจำหน่วยสินค้าและบริการแก่เอสซีจีโดยตรง แต่ติดต่อซื้อขายสินค้าและบริการที่มีความสำคัญต่อคู่ธุรกิจที่มีนัยสำคัญของ เอสซีจี

คู่ธุรกิจที่มีความเสี่ยงด้านความยั่งยืน (High Potential Sustainability (ESG)

(Risk Supplier) หมายถึง คู่ธุรกิจผู้ผลิตและจัดจำหน่วยสินค้าและบริการที่มีแนวโน้มสูงว่าอาจจะก่อให้เกิดผลกระทบในทางลบจากการดำเนินการที่ไม่เหมาะสมในเชิงสังคม (เช่น สิทธิมนุษยชน การดูแลพนักงานและแรงงาน) สิ่งแวดล้อม (เช่น การจัดการของเสีย) และการกำกับดูแล (เช่น การปฏิบัติตามกฎหมาย) โดยพิจารณาจาก

  1. การวัดระดับความรุนแรงผลกระทบของคู่ธุรกิจ (Severity Rating) พิจารณาระดับความรุนแรงของผลกระทบของคู่ธุรกิจ 3 ระดับ คือ ความเสี่ยงน้อย ความเสี่ยงปานกลาง ความเสี่ยงรุนแรง ควบคู่กับหลักเกณฑ์ด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และการกำกับดูแล
  2. Environmental Risk ความเสี่ยง/ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมโดยอาทิ การบริหารจัดการน้ำ ของเสีย พลังงาน สารเคมี มลพิษทางอากาศ ก๊าซเรือนกระจก การใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ
  3. Social Risk ความเสี่ยงด้านสังคม ความเสี่ยงด้านสังคม อาทิ การจัดการด้านแรงงาน (แรงงานเด็ก แรงงานบังคับ) สิทธิมนุษยชน สุขภาพ ความปลอดภัย เกิดข้อร้องเรียน หรือไม่เป็นไปตามข้อกฎหมาย หรือข้อกำหนดที่เกี่ยวข้อง
  4. Business/Governance Risk ความเสี่ยงธุรกิจ/การกำกับดูแล อาทิ การปฏิบัติตามกฎหมาย ภาพลักษณ์องค์กร การดำเนินการตามใบอนุญาต
  5. การวัดโอกาสที่จะเกิดขึ้น (Likelihood Rating) พิจารณาโอกาสที่จะเกิดขึ้น 3 ระดับ คือ ไม่น่าเกิดขึ้น อาจจะเกิดขึ้น และน่าจะเกิดขึ้น โดยคำนึงถึงมาตรการควบคุมความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น

Example of Risk Assessment Metric

ขั้นตอนที่ 4 การจัดกลุ่มคู่ธุรกิจ (Supplier Segmentation)

พิจารณานำผลจากการวิเคราะห์การใช้จ่ายและการประเมินคู่ธุรกิจมาจัดกลุ่มคู่ธุรกิจ เพื่อบริหารจัดการคู่ธุรกิจอย่างมีประสิทธิภาพตามความสำคัญและความเสี่ยง​

This image has an empty alt attribute; its file name is image-29.png
  • คู่ธุรกิจที่มีนัยสำคัญ (Critical Supplier) ดำเนินการตรจสอบและวางแผนปิดความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้น​
  • คู่ธุรกิจที่มีความเสี่ยงด้านความยั่งยืน (High Potential Sustainability (ESG) Risk Supplier) ดำเนินการประเมินคู่ธุรกิจ พร้อมวางแผนพัฒนาร่วมกันในระยะยาวเพื่อยกระดับห่วงโซ่อุปทาน​
  • คู่ธุรกิจทั่วไป (General Supplier) คู่ธุรกิจลงนามปฏิบัติตามจรรยาบรรณคู่ธุรกิจเอสซีจี หรือ คู่ธุรกิจมีจรรยาบรรณในการดำเนินธุรกิจ/ข้อกำหนด/แนวทางดำเนินธุรกิจ ที่สอดคล้องกับจรรยาบรรณ​
  • คู่ธุรกิจที่สนใจหรือมีโอกาสทางธุรกิจสูง  (Focused or High Opportunity Supplier) ควรพิจารณาโอกาส (Opportunity) ในการสร้างความร่วมมือกับคู่ธุรกิจเพื่อพัฒนาสินค้าหรือบริการ โดย วางแผนร่วมกับคู่ธุรกิจเพื่อพัฒนาและสร้างความก้าวหน้าทางธุรกิจร่วมกัน

ขั้นตอนที่ 5 การตรวจประเมินผู้ขาย (Supplier Assessment and Audit)

เอสซีจีมีกระบวนการประเมินคู่ธุรกิจทั้งแบบ Supplier desk assessments และ Supplier on-site assessments โดยประเมินผลงานของซัพพลายเออร์ในด้านกำหนดการส่งมอบสินค้า ครอบคลุมคุณภาพผลิตภัณฑ์และบริการ ตลอดจนเกณฑ์การประเมินความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และการกำกับดูแล (ESG) ซึ่งคำนึงถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม สังคม และความต่อเนื่องทางธุรกิจตามกฎหมาย กฎ ระเบียบ และมาตรฐานสากล เช่น  ISO9001, ISO14001, ISO45001, ISO50001, TIS/OHSAS18001, UDHR, UNGC, UNGP, and ILO etc.

This image has an empty alt attribute; its file name is image-69.png

Minimum weight of ESG for assessment process*

จะต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดขั้นต่ำ 70%

แนวทางการดำเนินงาน

  • ตรวจประเมินความสามารถคู่ธุรกิจโดยคำนึงถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม สังคม และการกำกับดูแล​
  • ใช้แบบสอบถามการตรวจเยี่ยม/การตรวจประเมินคู่ธุรกิจ/Third-Party Audit โดยสอบถามข้อมูล การทำธุรกิจ รวมไปถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม สังคม และการกำกับดูแล​
  • ดำเนินการตรวจเยี่ยม/ตรวจประเมินคู่ธุรกิจ/Third-Party Audit โดยแจ้งผลการประเมินพร้อมทั้งแผนพัฒนาคู่ธุรกิจ เพื่อยกระดับความสามารถในการบริหารจัดการองค์กรอย่างยั่งยืน

คู่ธุรกิจที่มีนัยสำคัญ (Critical Supplier/Business relevant) ดำเนินการตรวจประเมินคู่ธุรกิจ ตามลักษณะความเสี่ยงของธุรกิจอย่างมีประสิทธิภาพ เช่น

  • การประเมิน Plant reliability โดยการเยี่ยมชมและดูแนวทางดำเนินการ
  • Supplier Self-assessment
  • On-site Audit
  • Monitor critical non-tier 1 supplier
  • Third-Party Audit

คู่ธุรกิจที่มีความเสี่ยงด้านความยั่งยืน (High Potential Sustainability (ESG) Risk Supplier) ดำเนินการตรวจประเมินคู่ธุรกิจที่สถานประกอบ โดย Third-Party Audit หรือ โดยหน่วยงานภายในธุรกิจ (On-site) โดยมีเกณฑ์การประเมินด้านการบริหารจัดการผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม สังคม และการกำกับดูแล  พร้อมข้อแนะนำเพื่อปรับปรุงแก้ไขการดำเนินงานหากพบจุดที่ควรดำเนินการปรับปรุง

This image has an empty alt attribute; its file name is image-70.png

ขั้นตอนที่ 6 การวางแผนพัฒนา (Initiation and Development Plan)

เอสซีจีมุ่งสร้างการมีส่วนร่วมกับคู่ธุรกิจ สื่อสารความคาดหวังและความตั้งใจเกี่ยวกับการจัดการความยั่งยืน พร้อมสำรวจโอกาสในการเพิ่มขีดความสามารถ การแข่งขัน และการทำงานร่วมกัน เพื่อให้บรรลุเป้าหมายนี้ เอสซีจีกำหนดแผนงาน โครงการ และกิจกรรมที่สนับสนุนการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนของคู่ค้าให้สอดคล้องกับเป้าหมายของบริษัท และเสริมสร้างและขยายการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในห่วงโซ่อุปทาน เช่น การจัดซื้อที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม การรับรองฉลากคาร์บอน การให้คำปรึกษา ความช่วยเหลือด้านคำแนะนำ หลังจากการตรวจประเมิน พิจารณาความเสี่ยงเพื่อสร้างแผนปฏิบัติการที่เหมาะสม โดยมีกรอบการพิจารณาดังนี้

1.หากความเสี่ยงนั้นเป็นความเสี่ยงทางธุรกิจของเอสซีจี จะต้องมีแผนงานในการจัดการกับความเสี่ยงดังกล่าว

2.หากความเสี่ยงนั้นเป็นความเสี่ยงทางธุรกิจต่อคู่ธุรกิจ จะต้องให้คำแนะนำในการปรับปรุง โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับ High Potential Sustainability (ESG) Risk Supplier มีเพื่อกำหนดแผนปฏิบัติการแก้ไข หรือแผนป้องกันที่จะต้องมีการติดตามและรายงานผล

Sustainable Supply Chain Measurement

เพื่อให้มั่นใจว่าซัพพลายเออร์ดำเนินงานตามแนวทางความยั่งยืน และกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ สอดคล้องกับหลักการกำกับดูแลกิจการที่ดีและกรอบการพัฒนาอย่างยั่งยืน การประเมินผลการดำเนินงานจึงต้องพิจารณาตามปัจจัยต่อไปนี้

Significant Supplier Monitoring

Supplier with Corrective Action Plan

พัฒนาและยกระดับศักยภาพคู่ธุรกิจสู่ความยั่งยืน

เพื่อเสริมสร้างศักยภาพของคู่ธุรกิจ เอสซีจีได้ดำเนินโครงการฝึกอบรมที่ครอบคลุม โดยมุ่งเน้นการพัฒนาความสามารถในด้าน หลักจริยธรรม การปฏิบัติตามกฎหมายและข้อกำหนดทางกฎระเบียบ ความรู้ทางเทคนิค และการบูรณาการหลักการด้านสิ่งแวดล้อม สังคม ลัทภืบาล (ESG) เข้ากับการดำเนินธุรกิจของคู่ธุรกิจ โดยมีเป้าหมายเพื่อขับเคลื่อนความยั่งยืนตลอดทั้งห่วงโซ่คุณค่าให้สอดคล้องกับเป้าหมายด้านความยั่งยืนของเอสซีจี และเพื่อหู่ธุรกิจสามารถปฏิบัติตามมาตรฐานระดับประเทศและระดับสากลได้ รวมถึงสามารถปรับตัวต่อความท้าทายด้านความยั่งยืน

SCG ส่งเสริม ความร่วมมือและการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง กับคู่ธุรกิจทุกกลุ่ม โดยให้ความสำคัญกับ 3 กลุ่มหลัก ได้แก่​

  1. Focused or High Opportunity Supplier ร่วมมือกับคู่ธุรกิจที่มีศักยภาพในการพัฒนาร่วมกันผ่าน Co-Creation Plan โดย มุ่งเน้นการเสริมสร้างความร่วมมือ กระตุ้นนวัตกรรม และขับเคลื่อนการเติบโตอย่างยั่งยืนร่วมกัน เพื่อให้เกิด คุณค่าระยะยาวในห่วงโซ่อุปทาน​
  2. Significant Supplier – Critical Supplier ให้ความสำคัญกับ ความร่วมมือระยะยาวและความมั่นคงของห่วงโซ่อุปทาน ผ่าน 3 แนวทางหลัก ได้แก่​
    1. เสริมสร้างความสัมพันธ์กับคู่ธุรกิจ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและความน่าเชื่อถือ​
    2. รักษาความต่อเนื่องทางธุรกิจ โดยการจัดหาวัสดุและบริการที่จำเป็นอย่างมั่นคง​
    3. สนับสนุนคู่ธุรกิจ ในการนำแนวปฏิบัติที่ดีที่สุดมาใช้เพื่อเสริมสร้างคุณภาพและความเป็นเลิศในการดำเนินงาน​
  3. Significant Supplier – High Potential Sustainability (ESG) Risk Supplier ส่งเสริมแนวปฏิบัติทางธุรกิจที่ยั่งยืน และ ลดความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมและสังคม โดยทำงานร่วมกับคู่ธุรกิจเพื่อยกระดับผลการดำเนินงานด้าน ESG ผ่าน 3 มิติหลัก ได้แก่​
    1. Environmental Risk การใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ การบริหารจัดการของเสีย การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก​
    2. Social Risk มาตรฐานแรงงานที่เป็นธรรม ความปลอดภัยในสถานที่ทำงาน สิทธิมนุษยชน​
    3. Governance Risk การปฏิบัติตามกฎหมาย ความซื่อสัตย์ทางธุรกิจ และการกำกับดูแลที่ดี

โครงการพัฒนาและยกระดับศักยภาพคู่ธุรกิจสู่ความยั่งยืน 2568

1. โครงการ “GO Together in Action” ยกระดับคู่ธุรกิจสู่สังคมคาร์บอนต่ำ

โครงการ “GO Together in Action” มุ่งยกระดับศักยภาพผู้ประกอบการในห่วงโซ่คุณค่าของ SCG ให้พร้อมเปลี่ยนผ่านสู่สังคมคาร์บอนต่ำ โดยเน้นการเรียนรู้เชิงปฏิบัติและการมีส่วนร่วมจริงของคู่ธุรกิจ โครงการได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานและผู้เชี่ยวชาญของ SCG ทำหน้าที่พี่เลี้ยงให้คำปรึกษาตลอดกระบวนการ ครอบคลุม Energy Transition, Automation & Digitalization, Circular Economy, Productivity และ Carbon Footprint เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการออกแบบและดำเนินโครงการได้ครบทั้งมิติเทคโนโลยี กระบวนการ และธุรกิจ

กลุ่มเป้าหมาย

กลุ่มเป้าหมายกว่า 40 รายประกอบด้วย Suppliers, Carriers และ SMEs จากโครงการ GO Together และ NZAP โดยในปี 2568 มีคู่ธุรกิจของ SCG เข้าร่วมโครงการ Go Together จำนวน  3 ราย    

ประโยชน์ที่ได้รับ 

สำหรับคู่ธุรกิจ ครอบคลุมทั้งมิติธุรกิจ สิ่งแวดล้อม บุคลากร และการเข้าถึงแหล่งเงินทุน ได้แก่ การเพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุนการดำเนินงาน การยกระดับความรู้ด้านการจัดการคาร์บอนฟุตพริ้นท์และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การพัฒนาศักยภาพบุคลากรให้เข้าใจความเสี่ยงและโอกาสจากการเปลี่ยนผ่านสู่ Net Zero รวมถึงการเชื่อมโยงกับสถาบันการเงินเพื่อสนับสนุนการลงทุน 

สำหรับ SCG โครงการนี้ช่วยสร้างความยืดหยุ่นของห่วงโซ่อุปทาน ลดความเสี่ยงจากข้อกำหนดด้านคาร์บอนที่เข้มงวดขึ้น เสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันผ่านห่วงโซ่คุณค่าที่มีการปล่อยคาร์บอนต่ำ และสนับสนุนเป้าหมาย Net Zero ของ SCG ผ่านการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในขอบเขต 3 (Scope 3 Emissions) 

การดำเนินโครงการในปี 2568 

โครงการดำเนินการระหว่างเดือนสิงหาคมถึงธันวาคม 2568 โดยแบ่งเป็น 3 ระยะ ดังนี้ 

ระยะที่ 1: ประเมินความพร้อม SMEs (ส.ค.-ก.ย. 68) ประเมินความพร้อมและศักยภาพของ SMEs และคู่ธุรกิจที่เข้าร่วมโครงการ เพื่อทำความเข้าใจสถานะปัจจุบันและความต้องการในการพัฒนา 

ระยะที่ 2: SMEs เสนอโครงการ ประเมินความเป็นไปได้ (ต.ค. 68) SMEs และคู่ธุรกิจออกแบบและเสนอโครงการลดคาร์บอน จากนั้น SCG และผู้เชี่ยวชาญจะประเมินความเป็นไปได้ คัดเลือกโครงการที่มีศักยภาพ และให้คำแนะนำในการปรับปรุงแผนงาน 

ระยะที่ 3: Implement และหาวิธีขยายผล (พ.ย.-ธ.ค. 68) ลงมือดำเนินโครงการที่ผ่านการคัดเลือกอย่างเป็นรูปธรรม ติดตามผลและถอดบทเรียน เพื่อสร้างต้นแบบการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำที่สามารถขยายผลสู่คู่ธุรกิจรายอื่นได้ในวงกว้าง 

การขยายผลในปีต่อไป 

SCG มีแผนดำเนินโครงการอย่างต่อเนื่องในปีถัดไป โดยขยายการสนับสนุนไปยังคู่ธุรกิจ 2 กลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ คู่ธุรกิจที่ SCG ต้องการเร่งยกระดับเพื่อรองรับข้อกำหนดด้านคาร์บอนที่เข้มงวดขึ้น และคู่ธุรกิจที่ SCG เห็นว่ามีศักยภาพสูงและพร้อมสำหรับการพัฒนา เพื่อสร้างห่วงโซ่คุณค่าที่ยั่งยืนและเสริมความแข็งแกร่งให้กับระบบนิเวศทางธุรกิจของ SCG ในระยะยาว 

2. โครงการ Supply Chain Decarbonization: Climate Change Supplier Engagement Workshop 2568 

มุ่งยกระดับศักยภาพซัพพลายเออร์กลุ่มที่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูง (High Impact Suppliers) ให้มีความพร้อมด้านการตั้งเป้าและการดำเนินการลดคาร์บอน โดยคัดเลือกจากการประเมินทั้งระดับการปล่อย (Emissions Impact) และความพร้อม (Readiness) ซึ่งเป็นโครงการที่ดำเนินการต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2566 

ในปี 2568 เอสซีจีมีคู่ธุรกิจในหมวดห่วงโซ่อุปทาน (Purchased Goods and Services) และเชื้อเพลิง (Fuel and Energy Related Activities) ซึ่งเป็นแหล่งสำคัญในกระบวนการผลิตและเป็นแหล่งปล่อยก๊าซเรือนกระจกใน Scope 3 ที่มีนัยสำคัญ รวม 99 ราย โดยแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มหลัก ได้แก่ 

  1. กลุ่ม Strategic Suppliers จำนวน 35 ราย ซึ่งมีความตระหนักด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและเริ่มมีการจัดเก็บข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของตนเอง
  1. กลุ่ม High Impact Suppliers จำนวน 64 ราย ซึ่งยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นด้านการจัดการข้อมูลคาร์บอน จากคู่ธุรกิจทั้ง 2 กลุ่ม มี 26 ราย  เข้าร่วมโครงการ Climate Change Supplier Engagement Workshop 2025 เพื่อยกระดับความรู้ความเข้าใจด้านการจัดเก็บข้อมูล การคำนวณคาร์บอนฟุตพริ้นท์ และการวางระบบบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจกอย่างเป็นระบบ  

เนื้อหาการอบรมครอบคลุมตั้งแต่ประเด็นความยั่งยืนทางธุรกิจ ความเสี่ยงและโอกาสด้านสภาพภูมิอากาศ แนวทาง SCG Net Zero Roadmap แนวคิดและกระบวนการจัดทำคาร์บอนฟุตพริ้นท์ของผลิตภัณฑ์ (Carbon Footprint of Product: CFP) หลักการบัญชีก๊าซเรือนกระจก การคำนวณ CFP สำหรับคู่ธุรกิจ การออกแบบโครงการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ตลอดจนการพัฒนาศักยภาพสู่ห่วงโซ่อุปทานคาร์บอนต่ำ โดยผู้เข้าร่วมสามารถเข้าใจและปฏิบัติได้จริง ตั้งแต่การจัดทำ Process Flow การคำนวณ CFP ของผลิตภัณฑ์ตนเอง ไปจนถึงการจัดส่งข้อมูลให้เอสซีจีอย่างถูกต้องตามมาตรฐานสากล

3. โครงการ SCG Cement & Green Solutions (CGS) Transportation Program

โครงการ CGS Good Transportation Program มีเป้าหมายยกระดับมาตรฐานการขนส่งวัตถุดิบเข้าสู่โรงงาน (Material Sourcing) ของ SCG Cement ให้มีความปลอดภัยและได้มาตรฐาน โดยนำแนวทาง Good Transportation มาใช้ประเมินผู้รับเหมาขนส่ง เพื่อวางแผนปรับปรุงพัฒนา ในปี 2568 มีการตรวจประเมินแบบ On-site Audit กับผู้รับเหมาขนส่ง 5 ราย ครอบคลุมการตรวจเอกสาร มาตรฐานรถ และความพร้อมของพนักงานขับรถ 

ผลจากการดำเนินโครงการทำให้คู่ธุรกิจที่เป็นผู้รับเหมาขนส่งมีการปรับปรุงด้านความปลอดภัยอย่างเป็นรูปธรรม เช่น การติดตั้งและเพิ่มอุปกรณ์ประจำรถ ได้แก่ กล้องหน้ารถ กรวยสะท้อนแสง หมอนหนุนล้อ และถังดับเพลิง รวมถึงการพัฒนาความรู้ความเข้าใจของพนักงานขับรถผ่านการอบรมจาก SCG ทั้งด้านการใช้อุปกรณ์ความปลอดภัยและการปฏิบัติเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน (เช่น รถเสียหรืออุบัติเหตุ) ช่วยยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยในการขนส่งตลอดห่วงโซ่อุปทาน

โครงการพัฒนาและยกระดับศักยภาพคู่ธุรกิจสู่ความยั่งยืน 2567

GHG Scope 3 Supply Chain Decarbonization

ตั้งแต่ปี 2022 เป็นต้นมา SCG ได้ดำเนินโครงการ Supplier Decarbonization Program อย่างต่อเนื่องเพื่อยกระดับศักยภาพของคู่ธุรกิจในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกใน Scope 3 โดยโครงการนี้เริ่มต้นด้วย Supplier Day (2022) และต่อยอดไปสู่ Supplier Workshop ครั้งแรกในปี 2023 ซึ่งมีคู่ธุรกิจ 12 รายเข้ารับการฝึกอบรมเกี่ยวกับการคำนวณปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในปี 2024 SCG ได้ขยายขอบเขตการดำเนินงานด้วยการ เก็บรวบรวมข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากคู่ธุรกิจ 113 ราย ในหมวดหมู่ Purchased Goods and Services และ Fuel- and Energy-Related Activities (ไม่รวมอยู่ใน Scope 1 และ Scope 2) ซึ่งเป็นกิจกรรมที่มีบทบาทสำคัญต่อการผลิตและส่งผลกระทบต่อ Scope 3 อย่างมีนัยสำคัญ โดยแบ่งออกเป็น strategic suppliersจำนวน 20 ราย ที่มีระบบติดตามปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอยู่แล้ว high-impact suppliers จำนวน 93 ราย ที่ยังไม่ได้มีการเก็บข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกนอกจากนี้ SCG ยังได้จัด Workshop สำหรับhigh-impact suppliers จำนวน 19 ราย เพื่อพัฒนาศักยภาพด้านการบริหารจัดการข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ซึ่งแสดงถึงความมุ่งมั่นของ SCG ในการเตรียมความพร้อมให้กับคู่ธุรกิจสำหรับการปฏิบัติตามนโยบายและกฎระเบียบด้านคาร์บอน รวมถึงส่งเสริมแนวปฏิบัติทางธุรกิจที่ยั่งยืน เพื่อให้เกิดการเติบโตร่วมกันในระยะยาว​

SCGC Safety Practice Day 2024
“Moving Forward” – Advancing with Care toward Sustainable Safety

SCGC ตระหนักถึงความสำคัญของการยกระดับมาตรฐานด้านความปลอดภัยในการทำงานร่วมกับคู่ธุรกิจ เพื่อส่งเสริมการดำเนินงานที่มีประสิทธิภาพและปลอดภัย โดยมุ่งเน้นการกำหนดมาตรฐานการทำงานด้านความปลอดภัยที่สามารถนำไปปฏิบัติได้จริง พร้อมทั้งให้ความรู้และแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านความปลอดภัย เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน รับฟังความคิดเห็นจากคู่ธุรกิจเพื่อหาแนวทางสนับสนุนการทำงานร่วมกัน และมอบรางวัลเพื่อยกย่องคู่ธุรกิจที่มีผลงานดีเด่นด้านความปลอดภัย ​

SCGC จึงได้จัดกิจกรรม SCGC Safety Practice Day 2024 ที่ไม่เพียงมุ่งเน้นการส่งเสริมความปลอดภัยในสถานที่ทำงาน แต่ยังเป็นเวทีที่เปิดโอกาสให้ SCGC และคู่ธุรกิจได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็น และร่วมกันพัฒนามาตรฐานด้านความปลอดภัยที่ยั่งยืน ซึ่งจะช่วยยกระดับทั้งประสิทธิภาพการดำเนินงานและความปลอดภัยในทุกภาคส่วน โดยจัดขึ้นเมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2567 โดยมีคู่ธุรกิจเข้าร่วมจำนวน 80 ราย รวม 143 คน ประกอบด้วย​

  1. คู่ธุรกิจที่มีชั่วโมงการเข้าปฏิบัติงานหลักใน SCGC แต่ละพื้นที่ (Site) ช่วงปี 2023-2024​
  2. คู่ธุรกิจที่มีประวัติด้านความปลอดภัย​
  3. คู่ธุรกิจที่ให้ข้อเสนอแนะหรือความคิดเห็นเกี่ยวกับความปลอดภัย​

รางวัลที่มอบให้กับคู่ธุรกิจ The Best Safety Performance Award – จำนวน 10 รางวัล Outstanding Engagement Award – จำนวน 7 รางวัล Exemplary Safety Culture Award – จำนวน 1 รางวัล The Best Safety Improvement Award – จำนวน 5 รางวัล และ The Best Operation and Performance on SCGC System – จำนวน 5 รางวัล

การจัดกิจกรรม SCGC Safety Practice Day 2024 ได้รับผลตอบรับเป็นอย่างดีจากคู่ธุรกิจที่เข้าร่วมงาน จากการสำรวจความคิดเห็น พบว่า 97% ของคู่ธุรกิจผู้เข้าร่วมแสดงความพึงพอใจต่อการจัดงานและความรู้ที่ได้รับ กิจกรรมนี้ไม่เพียงช่วยสร้างความเข้าใจในมาตรฐานและการจัดการด้านความปลอดภัยของ SCGC แต่ยังสร้างความเชื่อมั่นในระบบและแนวทางปฏิบัติร่วมกับคู่ธุรกิจด้วย

SCG Smart Living – Housing Product Solution Business: Advancing the Circular Economy

ปัจจุบัน Aluminum Pallet มีอายุการใช้งานประมาณ 2 ปี เมื่อหมดอายุจะถูกขายเป็นเศษวัสดุ (Scrap) ซึ่งมีกระบวนการขาย และใช้ระยะเวลา โดยราคาเศษวัสุด ผันผวนตามราคาตลาดอะลูมิเนียมโลก ​

ในขณะที่โครงการนี้ จะช่วยปิดความเสี่ยงเกี่ยวด้านต้นทุนวัตถุดิบที่ใช้ในการผลิต New Aluminum Pallet ในอนาคตจากความไม่แน่นอนของราคาตลาดอะลูมิเนียมโลก โดยคู่ธุรกิจรับซื้อคืนในรูปแบบ ราคาประกันล่วงหน้า เพื่อนำไปหลอมและแปรรูปเป็นวัตถุดิบสำหรับการผลิตใหม่ ทำให้ทั้งบริษัท และคู่ธุรกิจ สามารถบริหารจัดการต้นทุน อีกทั้งออกแบบมา เพื่อส่งเสริมแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) โดยมุ่งเน้นการปรับปรุงกระบวนการจัดการวัสดุที่หมดอายุการใช้งานให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ผ่านการรีไซเคิลเพื่อนำวัสดุกลับมาเป็นทรัพยากรหมุนเวียน และเพิ่มเสถียรภาพและประสิทธิภาพระบบการจัดซื้อ Aluminum Pallet​

ในปี 2567 มีคู่ธุรกิจเข้าร่วมโครงการ 3 ราย สามารถสร้าง Value Release จากการเปลี่ยนรูปแบบมาเป็นแบบประกันราคาล่วงหน้า เพิ่มขึ้นประมาณ 10% เทียบจากการขายเป็นเศษวัสดุ (Scrap) คิดเป็นมูลค่าประมาณ 4 ล้านบาทในปี 2567 พร้อมทั้งลดเวลาในกระบวนการสืบราคารับซื้อและการขออนุมัติได้ประมาณ 500 ชั่วโมงต่อปี หรือ 0.5 ล้านบาท ​

In-depth Technical Support Program

โปรแกรมสนับสนุนทางเทคนิคเชิงลึกและการสนับสนุนความรู้ทางเทคนิคของเรา มุ่งมั่นที่จะสร้างประสิทธิภาพ ESG ในพื้นที่ ESG ที่สำคัญอย่างเป็นระบบ โปรแกรมต่างๆ ได้แก่ การฝึกอบรม การประเมินพื้นฐาน การพัฒนาระบบความร่วมมือ และการติดตามความคืบหน้าเป็นประจำ

  1. Climate Change Supplier Engagement Workshop

เอสซีจีจัดงาน Climate Change Supplier Engagement เมื่อเดือนกรกฎาคม 2565 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างความรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในห่วงโซ่อุปทาน โดยให้ข้อมูลและทรัพยากรที่จำเป็นในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (GHG) สร้างความสัมพันธ์กับซัพพลายเออร์และทำงานร่วมกันเพื่อค้นหาวิธีแก้ปัญหาที่ได้ผลสำหรับทั้งสองฝ่าย และสนับสนุนให้ซัพพลายเออร์ดำเนินการเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ กลุ่มผู้เข้าร่วมประกอบด้วยซัพพลายเออร์ 12 รายที่มีปริมาณการซื้อขนาดกลางถึงใหญ่ที่เต็มใจดำเนินการเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและมีศักยภาพสูงสุดในการลดการปล่อยก๊าซ

2. Towards Net Zero: Developing Supplier’s Capacity to Provide EV Services:

Limestone Trucking EV

ธุรกิจซีเมนต์และวัสดุก่อสร้าง ร่วมมือกับซัพพลายเออร์นำร่องรถบรรทุกเหมืองแร่ไฟฟ้า 6 คันแรกในประเทศไทย เพื่อขนส่งหินปูนซึ่งเป็นวัตถุดิบหลักในการผลิตซีเมนต์ โดยสามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ 108 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อคันต่อปี เทียบเท่ากับการปลูกต้นไม้ 11,333 ต้นต่อปี เอสซีจีทำงานร่วมกับซัพพลายเออร์เพื่อศึกษาการใช้งานรถยนต์ไฟฟ้าเพื่อวางแผนและวิเคราะห์จำนวนและตำแหน่งที่เหมาะสมของสถานีชาร์จ โดยตั้งเป้าหมายที่จะแทนที่รถแบบเดิมทั้งหมดด้วยรถแบบไฟฟ้าในการดำเนินงานของบริษัท ปูนซีเมนต์ไทย (ทุ่งสง) จำกัด ภายในปี 2568 และขยายผลไปยังโรงงานปูนซีเมนต์อื่นๆ ต่อไปโครงการนี้ส่งเสริมและสอดคล้องกับนโยบายเหมืองแร่สีเขียวของกระทรวงอุตสาหกรรมและกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่

EV Forklift

เอสซีจีทดลองใช้รถฟอร์คลิฟท์ไฟฟ้าในปี 2564 ปัจจุบันสามารถแทนที่รถฟอร์คลิฟท์ธรรมดาด้วยรถฟอร์คลิฟท์ไฟฟ้าแล้วกว่า 400 คัน โรงงานผลิตเซรามิกภายใต้ธุรกิจซีเมนต์และวัสดุก่อสร้างนำรถฟอร์คลิฟท์ไฟฟ้ามาทดลองใช้เพื่อทดสอบประสิทธิภาพในฟังก์ชันต่างๆ ควบคู่ไปกับการรวบรวมข้อมูลการปล่อยมลพิษสำหรับการพัฒนาในขั้นต่อไป โดยมีเป้าหมายเพื่อแทนที่รถฟอร์คลิฟท์ธรรมดาที่มีอยู่ 30 คันซึ่งสัญญาจะสิ้นสุดลงในปี 2566 ด้วยรถฟอร์คลิฟท์ไฟฟ้า และค้นหาซัพพลายเออร์ที่มีศักยภาพในการให้บริการรถฟอร์คลิฟท์ไฟฟ้าที่ตรงตามข้อกำหนดของโรงงาน

3. Towards Net Zero: Tackling Supply Chain Emissions

เอสซีจีทำงานร่วมกับซัพพลายเออร์เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตามขอบเขตที่ 3 โดยเริ่มจาก SCGC (ธุรกิจเคมีภัณฑ์) ที่ร่วมมือกับซัพพลายเออร์ซึ่งเป็นผู้ค้าสารเคมีและบรรจุภัณฑ์ซึ่งคิดเป็นมูลค่าการจัดซื้อกว่า 80% (ซัพพลายเออร์ 128 ราย) เพื่อรวบรวมข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพื่อใช้เป็นข้อมูลพื้นฐานในการพัฒนาโครงการ

4. Go Green: Increasing Green Supplier

เอสซีจีได้คัดเลือกซัพพลายเออร์ที่มีศักยภาพในการพัฒนาสิ่งแวดล้อม โดยสนับสนุนให้ซัพพลายเออร์เหล่านั้นได้รับการรับรองมาตรฐาน ISO 50001, ISO 14001 ซึ่งเป็นมาตรฐานอุตสาหกรรมสีเขียวของกระทรวงอุตสาหกรรม และจดทะเบียนในทะเบียนการจัดซื้อจัดจ้างสีเขียวของ SCG โดยดำเนินการผ่านการตรวจสอบ ให้คำแนะนำ และให้การสนับสนุนจนกว่าซัพพลายเออร์จะผ่านเกณฑ์และเกณฑ์มาตรฐาน ตัวอย่างเช่น ในปี 2565 SCGC (ธุรกิจเคมีภัณฑ์) ได้ร่วมงานกับซัพพลายเออร์ 8 รายในการพัฒนา 7 รายการ (ผลิตภัณฑ์ 6 รายการและบริการ 1 รายการ) ขึ้นสู่รายชื่อการจัดซื้อจัดจ้างสีเขียวของ SCG ทำให้ส่วนแบ่งการจัดซื้อจัดจ้างสีเขียวในมูลค่าการจัดซื้อจัดจ้างทั้งหมดของ SCGC เพิ่มขึ้นจาก 14% เป็น 17% ขั้นตอนต่อไปคือการพัฒนากระบวนการประเมินประสิทธิภาพใหม่เพื่อให้แน่ใจว่าบริษัทยังคงปฏิบัติตามแนวทางการจัดซื้อจัดจ้างสีเขียว

เครือข่ายความร่วมมือ

เอสซีจีร่วมมือกับ 8 บริษัทชั้นนำในประเทศไทย จัดตั้งเครือข่ายห่วงโซ่อุปทานของประเทศไทย (TSCN) ร่วมกัน มุ่งหวังให้ธุรกิจไทยขยายตลาดสู่ต่างประเทศตลอดห่วงโซ่อุปทาน โดยยึดมั่นแนวทางการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน แลกเปลี่ยนข้อมูล ความรู้ ประสบการณ์ พร้อมเสริมสร้างความตระหนักและความเข้าใจเกี่ยวกับ ESG ร่วมกับเพื่อนร่วมอุตสาหกรรมเมื่อเดือนมีนาคม 2566 TSCN จัดอบรมด้านสิ่งแวดล้อมภายใต้หัวข้อ “The Power of One: Taking Action to Reduce GHG Emissions” รุ่นที่ 1 สำหรับหลักสูตรบัญชีก๊าซเรือนกระจก Scope 1 และ Scope 2 โดยเอสซีจีร่วมออกแบบหลักสูตรและจะร่วมดำเนินหลักสูตรอบรมนี้

โครงการ SX TSCN Sustainability Award 2025 

ในฐานะผู้ร่วมก่อตั้งเครือข่าย Thailand Supply Chain Network (TSCN) เอสซีจีสนับสนุนและส่งเสริมให้คู่ธุรกิจเข้าร่วมโครงการ SX TSCN Sustainability Award 2025 เพื่อยกระดับศักยภาพด้านความยั่งยืนอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งในมิติสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล โดยใช้เวทีการประกวดเป็นกลไกในการพัฒนาองค์ความรู้ สร้างแรงจูงใจ และแลกเปลี่ยนแนวปฏิบัติที่ดี พร้อมยกย่องคู่ค้าที่มีผลงานโดดเด่นให้เป็นต้นแบบเพื่อขยายผลสู่คู่ธุรกิจรายอื่นในห่วงโซ่คุณค่า ทั้งนี้ ในปี 2568 มีคู่ธุรกิจของเอสซีจีเข้าร่วมการประกวดจำนวน 5 ราย ซึ่งช่วยเสริมสร้างความเข้มแข็งของระบบนิเวศทางธุรกิจและขับเคลื่อนอุตสาหกรรมสู่ความยั่งยืนในระยะยาวร่วมกัน 

1.ลดภาวะโลกร้อนด้วยการใช้ผลิตภัณฑ์ เชพ โดย บริษัท เชพ (ประเทศไทย) จำกัด 

โครงการนี้มุ่งดำเนินการลดการใช้ทรัพยากรจากป่าไม้ธรรมชาติในกระบวนการดำเนินธุรกิจของ CHEP โดยปรับเปลี่ยนไปใช้วัตถุดิบและแหล่งจัดหาที่มีความยั่งยืนตามหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) และมาตรฐานการจัดการป่าไม้อย่างรับผิดชอบ เช่น การเลือกใช้ไม้ที่ผ่านการรับรอง FSC การหลีกเลี่ยงแหล่งวัตถุดิบจากพื้นที่เสี่ยงด้านการทำลายป่าและสิทธิมนุษยชน การพัฒนาระบบตรวจสอบย้อนกลับตลอดห่วงโซ่อุปทาน และการปรับปรุงกระบวนการออกแบบและใช้พาเลทให้มีอายุการใช้งานยาวขึ้นและหมุนเวียนกลับมาใช้ซ้ำได้ โครงการยังบูรณาการหลักการ ESG ครอบคลุมมิติสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล เพื่อให้การจัดหาวัตถุดิบและการดำเนินงานของ CHEP สอดคล้องกับมาตรฐานสากล ลดผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติ เสริมสร้างความโปร่งใส และสร้างต้นแบบห่วงโซ่อุปทานที่ยั่งยืนให้กับคู่ธุรกิจและอุตสาหกรรมโดยรวม 

2. Liquid natural polymer (LNP) to replace synthetic resin (DSR) (ใช้โพลิเมอร์ธรรมชาติทดแทนการใช้เคมีสังเคราะห์) โดย Ingredion (Thailand) Co., Ltd.   

โครงการ “Liquid Natural Polymer (LNP) to replace Synthetic Resin (DSR)” เป็นความร่วมมือระหว่าง Ingredion (Thailand) และ SCG Packaging ในการพัฒนานวัตกรรมใช้โพลิเมอร์จากธรรมชาติ (LNP) ทดแทนสารเคมีสังเคราะห์จากปิโตรเลียมในกระบวนการผลิตกระดาษ เพื่อสนับสนุนแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการใช้วัตถุดิบธรรมชาติที่ย่อยสลายได้ ปรับคุณภาพกระดาษให้มีความแข็งแรงเทียบเท่าเดิมผ่านการควบคุมปริมาณการใช้ LNP อย่างเหมาะสม และควบคุมต้นทุนให้สามารถขยายผลเชิงพาณิชย์ได้ 

ตัวชี้วัดความสำเร็จของโครงการประกอบด้วยคุณภาพของผลิตภัณฑ์ เช่น Tensile Strength, Ring Crush Test และ Concora Medium Test รวมถึงต้นทุนที่ลดลง ลดการปล่อย GHG โรงงานกระดาษลดต้นทุนพร้อมรักษาคุณภาพสินค้า  

3. IPA Smart Loop Plus – กลั่น กลับ ใช้ได้มากกว่าหนึ่ง โดย บริษัท เอเซียโพลีแซคส์ จำกัด 

โครงการ IPA Smart Loop Plus มีเป้าหมายลดการใช้ตัวทำละลายใหม่และเพิ่มการนำ Isopropyl Alcohol (IPA) กลับมาใช้ซ้ำในกระบวนการผลิต โดยพัฒนาเทคโนโลยีการกลั่นและทำให้บริสุทธิ์เพื่อนำ IPA ที่ใช้แล้วกลับมาใช้อย่างมีประสิทธิภาพและปลอดภัย สอดคล้องกับแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน ในมิติสิ่งแวดล้อมช่วยลดการใช้ทรัพยากรใหม่ ลดของเสียและการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ในมิติสังคมช่วยเพิ่มความปลอดภัยในการทำงานจากระบบจัดการสารเคมีแบบปิด และในมิติธรรมาภิบาลมีระบบควบคุมคุณภาพและตรวจสอบย้อนกลับที่ชัดเจน โครงการสามารถลดการใช้ IPA ใหม่ได้มากกว่า 30% เพิ่มอัตราการนำกลับมาใช้ซ้ำมากกว่า 80% ลดต้นทุนและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้อย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลให้ภาคอุตสาหกรรมมีประสิทธิภาพสูงขึ้น ต้นทุนลดลง ยกระดับสู่การเป็น Green Supplier และสร้างคุณค่าร่วมให้กับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียตลอดห่วงโซ่คุณค่า ทั้งซัพพลายเออร์ ลูกค้า พนักงาน สังคม และภาครัฐ พร้อมเสริมภาพลักษณ์องค์กรด้าน Circular Economy และความยั่งยืนในระยะยาว 

4.โครงการ Two Way Interactive โดย ห้างหุ้นส่วนจำกัดโชควิกรานต์ 

โครงการ “Two Way Interactive” เป็นความร่วมมือระหว่างห้างหุ้นส่วนจำกัดโชควิรัตน์และ SCG Packaging ในการยกระดับการจัดส่งสินค้าโดยคำนึงถึงผลกระทบด้าน ESG อย่างรอบด้าน ผ่านการออกแบบเส้นทางขนส่งแบบไป–กลับ (Two-way) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้รถ ลดเที่ยวเปล่า ลดการใช้พลังงาน และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ควบคู่กับการเลือกประเภทรถให้เหมาะสมกับลักษณะสินค้าเพื่อลดความเสียหายและต้นทุนการขนส่ง รวมถึงการบริหารเส้นทางอย่างมีประสิทธิภาพเพื่อลดระยะเวลาเดินทาง สร้างรายได้และยกระดับคุณภาพการให้บริการแก่ผู้ปฏิบัติงานขนส่ง โดยมีตัวชี้วัดความสำเร็จ เช่น การลดการใช้เชื้อเพลิงต่อหน่วยงานขนส่ง การตรงต่อเวลา และความสามารถในการแข่งขันของระบบโลจิสติกส์ โครงการก่อให้เกิดประโยชน์ทั้งต่อซัพพลายเออร์และลูกค้าในด้านการประหยัดพลังงาน ลดต้นทุน เพิ่มความปลอดภัย และลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม 

5. GHG Decarbonization with SCG โดย บจ.ยิ่งสวัสดิ์ ซิลิกา แซนด์   

โครงการ “GHG Decarbonization with SCG” เป็นความร่วมมือระหว่างเอสซีจีและบริษัท ยิ่งสวัสดิ์ ซีลิกา แซนด์ เพื่อยกระดับการบริหารจัดการการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในห่วงโซ่อุปทาน โดยมุ่งพัฒนาความรู้ เครื่องมือ และแนวปฏิบัติด้าน ESG โดยเฉพาะการจัดเก็บและวิเคราะห์ข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (GHG) อย่างเป็นระบบตามมาตรฐานสากล ความร่วมมือนี้ช่วยเสริมศักยภาพของคู่ธุรกิจในการจัดทำฐานข้อมูลคาร์บอนที่ถูกต้อง สามารถนำไปใช้ในการวางแผนลดการปล่อยในระดับองค์กร และเชื่อมโยงสู่การลดการปล่อยในระดับอุตสาหกรรม โครงการมีตัวชี้วัดความสำเร็จจากความครบถ้วนและความถูกต้องของข้อมูล GHG และการเปรียบเทียบผลการปล่อย GHG ในแต่ละช่วงเวลา โดยเอสซีจีสามารถนำข้อมูลไปใช้บริหารจัดการ Scope 3 ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ขณะที่สิ่งแวดล้อมได้รับประโยชน์จากการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างเป็นรูปธรรมและเป็นระบบ 

เอกสารดาวน์โหลด

Green Procurement Guideline
Supplier code of conduct
SCG Procurement and Vendor Selection Policies and Guidelines